FicUntilWhenever

EP16 |End|

posted on 21 Jan 2009 23:24 by p-iaaz  in FicUntilWhenever

 

 

 

"เอาไป"

 

มือหยาบกร้านยื่นผ้าเช็ดหน้าที่ค่อนข้างมอมและมีรอยขาดมาให้เขาซับเลือดบนจมูก

"จียงล่ะ?"

"ฮยองรอคุณซึงรีอยู่ที่บ้าน นายคืออนยูใช่มั้ย?" คนของจียงกระชากเสียงถาม มือสาละวนอยู่กับการก้มติดกระดุมเสื้อให้ซึงรี

"ทำไมไม่คุยโทรศัพท์ให้รู้เรื่อง รีบร้อนมาคนเดียวไม่กลัวตายรึไง?"

 

โทรศัพท์?

เขาเอามือลูบกระเป๋ากางเกง มันแนบติดกับต้นขา - - สงสัยคงทำหล่นไปตอนวิ่งหาซึงรี คุยกับจียงยังไม่ทันรู้เรื่องสติของเขาก็กระเจิงเมื่อรู้ว่าร่างเล็กยังไม่กลับถึงบ้าน จำได้รางๆถึงประโยคสุดท้ายที่พูดกับอีกคน

"ซึงรีอยู่กับนายรึเปล่าอนยู ให้ตาย!  อนยู ซึงรีอยู่กับนายรึเปล่า!!"

 

"เฮ้ย บอกพวกนั้นว่าเจอตัวแล้ว เออ.. แค่นี้นะ"

เสียงปิดฝาโทรศัพท์ดังปั่กทำเอาอนยูสะดุ้ง เขายัดผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดสีแดงเป็นวงๆกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเจ้าของเดิม ก้มลงช้อนตัวซึงรีขึ้นพาดหลัง

 

"เดี๋ยวผมพากลับเอง.. ผมพากลับเอง

เขากระแทกเสียงซ้ำเมื่อหลายคนทำท่าจะเข้ามาห้าม

ริมฝีปากอิ่มเชิดขึ้น มองไปยังกลุ่มคนเกือบสิบที่ยืนอยู่รายรอบตัวเขา พวกนั้นยืนดูเขานิ่งๆแบบนั้นสักพักแล้วจึงแหวกทางให้เขาแบกร่างไร้สติของซึงรีออกมา ขาสั่นน้อยๆเมื่อแสงไฟลำใหญ่จากเสาไฟฟ้าสาดเข้ามาที่ใบหน้า เห็นคนของจียงยืนอยู่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด พวกนั้นต่างเลิกคิ้วมองมาที่เขาที่กำลังพึมพำกับตัวเอง

"บ้ารึเปล่า ..มันเป็นลูกเจ้าพ่อที่ไหนรึเปล่าวะ? ซึงรี ตื่นได้แล้ว" อนยูเอี้ยวคอมองคนที่ขยับตัวยุกยิกอยู่บนหลัง ส่งเสียงครางต่ำๆออกมาในลำคอ

 

"เห้ย เลิกเรียกชื่อไอ้คนนั้นซักทีได้มั้ย?"

เลิกพูดได้แล้ว ฉันต่างหากที่มาช่วยนาย ไม่ใช่คนที่เสียงแหบเล็กนี่เอาแต่ครางงึมงำหา มันไม่ได้เป็นคนชกไอ้เวรนั่นคว่ำ ไม่ได้เห็นร่างบอบช้ำของซึงรีกำลังจะโดนทำอะไรเหมือนที่เขาได้เห็น ..เพียงแค่นี้เขาก็แทบคลั่ง แล้วถ้าเป็นหมอนั่นล่ะ? 

 

"แค่กลับบ้านไม่ตรงเวลา มันถึงกับส่งคนเป็นฝูงมาตามหานายซะทั่วเมืองเลย ..ทำไมเหรอซึงรี" 

 

 

 

 

 

 

 

.

.

.

.

EP16

 

ร่างเล็กที่นั่งนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของจียงกำลังหลับตาเม้มปากแน่น

"หัวเราะอะไร?" ซึงรีพูดอยู่กับหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงของจียง เขาไม่กล้าเงยหน้าและไม่กล้าขยับตัว แค่ได้ยินเสียงเตียงยวบลงตามแรงกด หน้าก็แดงซ่านไปถึงไหนๆจนต้องเอาหัวไปพิงไว้กับหน้าอกของร่างสูงเพื่อหลบสายตาของอีกฝ่าย

"เปล่า........." จียงลากเสียงยาว รอยยิ้มกว้างเจืออยู่บนใบหน้าที่ร้อนผ่าวไม่แพ้กันกับร่างเล็ก อยากมองแบบนี้ อยากกอดแบบนี้ไปนานๆ

ไม่รู้ว่าซึงรีจะโกรธรึเปล่าแต่ฝ่ามือเย็นเฉียบก็ลูบไล้ใบบนผิวเนื้อใต้เสื้อที่ยับยู่จนร่างในอ้อมกอดสะดุ้ง ทำท่าจะยกศอกขึ้นใส่จนเขาผงะไปด้านหลัง

ซึงรีมองหน้าจียงแวบหนึ่งก่อนจะยันตัวลุกขึ้นแล้วกระโดดลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว จุดยิ้มขึ้นที่มุมปากขณะที่มือเล็กจับลูกบิดหมุนแล้ววิ่งหนีหายลับไปหลังบานประตูที่ถูกกระแทกปิดดังโครมท่ามกลางสายตางงงวยที่ถูกส่งมาจากอีกคนก่อนจะรู้สึกตัวว่าถูกซึงรีกวนเข้าให้แล้ว

"มันจะเกินไปแล้ว อีซึงฮยอน"  จียงตะโกนอย่างหัวเสียแต่รอยยิ้มจางๆยังปรากฏอยู่บนใบหน้า

 

ห้องนอนสีขาวสว่างไสวไปด้วยแสงสีทองรำไรยามเช้า จียงใช้มือข้างที่ว่างจากการติดกระดุมเสื้อกระตุกผ้าม่านบางเปิดออกจนสายลมอ่อนๆพัดเข้ามาปะทะร่าง ความร้อนซ่านบนผิวเนื้อถูกไอเย็นเข้ามาแทนที่ ..เหมือนทุกครั้งที่ใจเต้น เพียงแต่มันไม่เคยเต้นแรงมากเท่านี้มาก่อนในชีวิต

 

 

 

 

.

.

.

ทุกคืนก่อนเวลาสี่ทุ่มอันเป็นตอนที่มินอาจะตะโกนเรียกซึงรีจากรั้วเหล็กหน้าบ้านของจียง ทั้งคู่เคยนอนดูรายการ ‘เดอะ แจ็คสัน โรดโชว์' ที่เอามาฉายใหม่ทุกคืนวันธรรมดาหลังจบข่าวภาคค่ำด้วยกันในช่วงฤดูร้อน และมักจะล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืนถ้าในวันถัดไปเป็นวันหยุด กลายเป็นเหมือนกิจวัตรอย่างหนึ่งไปแล้ว ทุกคืนดู ‘เดอะ แจ็คสัน โรดโชว์'  ทุกคืนดื่มโกโกเย็นที่เอามาจากช่องแช่แข็ง ทุกคืนกินคาร์พเค้ก ทุกคืนจียงกับซึงรีจะนอนเหยียดยาวบนฟูก บางช่วงก็ขดตัวเข้ามาในผ้าห่มและเลียนิ้วที่เปื้อนถั่วแดงหวานๆ หัวเราะไปกับมุขตลกของพิธีกร ทุกคืนแสงไฟจากโทรทัศน์ที่เหมือนมีอำนาจสะกดจิตจะสาดกระทบผนังห้องมืดๆราวกับกองไฟในถ้ำ

 

ผ่านไปหลายปี

เสียงแหลมเล็กที่เคยดังเจื้อยแจ้วของเด็กผู้ชายสองคนเปลี่ยนเป็นเสียงนุ่มทุ้มที่มาจากร่างกายที่สูงขึ้นเกือบสองในสามเท่าของเมื่อก่อน ไม่รู้จียงไปขุดผ้าห่มผืนเก่านั้นมาจากไหนแต่ซึงรีก็ยอมรับความคิดเรื่องคาร์พเค้กหน้าทีวีของอีกคนเพราะรู้ว่าถึงปฎิเสธยังไง จียงก็คงบังคับให้เขาทำแบบนี้อยู่ดี

 

"เอาอีกมั้ย?"

ซึงรียื่นจานขนมไปทางจียงอย่างหน่ายๆแล้วใช้นิ้วข้างที่ว่างสะกิดคนที่แกล้งทำเป็นหลับและเบียดตัวเข้ามาจนชิด

"ไม่เอา ไม่อร่อยเท่าไหร่ ไม่เหมือนเดิม.." จียงพูด กระดิกนิ้วเท้าที่โผล่พ้นผ้าห่มเล่นก่อนจะโยนซองจดหมายอ่านแล้วที่ล้วนแต่เป็นเรื่องงานทิ้งไปข้างถังขยะอลูมีเนียมมันวับ  

"ก็มันผ่านมานานแล้ว คนทำเค้าคงเปลี่ยนสูตรไปแล้วแหละ" ซึงรีพูดเสียงอ่อน แววตาสีดำถูกขับให้จางลงจากแสงนวลที่ลอดออกมาจากจอโทรทัศน์ เรือนผมสีน้ำตาลเข้มส่องประกายจนจียงเผลอกดจมูกลงไปสูดดมความหอมจากร่างในอ้อมแขนเสียฟอดใหญ่ ..จะรู้ว่ารสชาดเปลี่ยนได้ยังไงถ้าไม่ลองชิมดู

"หรือไม่ก็อาจจะเป็นสูตรเดิมแต่ส่วนผสมต่างหาก ...ที่ ..เปลี่ยนไป"

จียงพูดข้างหูซึงรีที่รีบหลบตาไปทางอื่น ปลายนิ้วเปื้อนถูกดึงไปสัมผัสกับริมฝีปากอุ่นๆ ไล้ลิ้นชื้นไปมาจนเกิดเสียงที่ทำให้ซึงรีนึกถึงเวลาเลียไอติม

"พะ - - พอแล้ว พี่จียง"

ซึงรีพยายามแกะมือเหนียวหนึบของอีกคนออกจากมือของตัวเองแต่ก็ไม่สำเร็จ เขาชันเข่าขึ้นจนผ้าห่มร่นลงไปกองกับพื้นแล้วกลับไปจ้องโทรทัศน์ต่อทั้งๆที่ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าพิธีกรทั้งสามคนกำลังพูดอะไรกันอยู่

ร่างเล็กกอดกระัชับผ้าห่มเข้ากับตัวอีกครั้ง เตะรองเท้าแตะออกในขณะที่ถูกจียงเฝ้ามองผ่านแสงวูบวาบสีเหลืองอมส้ม

"เห้ย! พี่จียง อะ- -อะไร" ซึงรีร้อง ขาที่แนบกันอยู่ใต้ผ้าห่มนั้นรู้สึกอุ่นไปถึงกระดูก

 

"ต่อจากเมื่อเช้า"  

เสียงแหบแห้งที่ดังขึ้นเบาๆเหมือนไม่ได้เรียกร้อง แต่สำหรับซึงรีที่เป็นคนฟังมันยิ่งกว่าคำว่าเรียกร้องหลายเท่า ลมหายใจร้อนๆของจียงรดลงบนกลีบปากของเขา คลอเคลียอยู่อย่างนั้นทันทีที่ไหล่เล็กเป็นอิสระจากอ้อมกอดอบอุ่น

ร่างสูงถอนใบหน้าออกมานิดนึง ความมืดทำให้สันจมูกของเขาดูเด่นชัดขึ้นเมื่อถูกแสงวูบวาบจากหน้าจอโทรทัศน์ตกกระทบ

 

"หวัดดีอีซึงฮยอน" ร่างสูงกระซิบ ".....กลัวมั้ย" 

เขาจับคางของซึงรีเชิดขึ้นแล้วขยี้ผมยุ่งเหยิงของอีกคนเล่น มืออีกข้างก็ปลดกระดุมกางเกงยีนส์ของตัวเองไปด้วย  

"ผมไม่ใช่ผู้หญิงนี่..ผมไม่ท้องหรอก" ซึงรีพูดเบาๆ นึกไปถึงตอนที่กลืนแอลกอฮอลล์แสบร้อนลงไปในลำคอจนสมองตื้อ เสียงแก้วเปล่ากระทบกับก้อนน้ำแข็งดังกังวานเข้าไปในโสตประประสาทที่เงียบงันกระทั่งได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของอีกคน - - คำถามของจียงกำลังทำให้เขารู้สึกแบบนั้น

"ไม่ใช่ประเด็น ตอบมาว่ากลัวรึเปล่า"

"บังคับกัน- -เรื่อยเลย" ซึงรีดันตัวหนี ปลายเสียงสั่นในขณะที่มือของจียงก็กำลังเคลื่อนไหวอยู่เงียบๆตรงซิปกางเกงของเขา

 

"กลัว ...หยุดได้แล้ว"

 

"ไม่หยุดหรอก ซึงรี.. ถ้าเกิดว่าผ่านคืนนี้ไปแล้วความสัมพันธ์ของเรามันไม่เหมือนเดิม" เขาอาจกำลังทำร้ายซึงรีแต่อย่างน้อยเขาก็อยากทำมันอย่างซื่อสัตย์

"พี่ยอมรับว่ากับผู้หญิงทุกคนที่ผ่านมามันเป็นแบบนั้น แต่กับนายที่ถึงแม้มันจะไม่เหมือนกันแต่พี่ก็พูดไม่ได้ สัญญาไม่ได้ว่าพอถึงพรุ่งนี้หรือพอถึงวันต่อๆไปแล้วมันจะเป็นยังไง"

 

"ผม.." ซึงรีส่ายศีรษะกับหน้าอกของจียง เข้าใจแล้วว่าคำว่ากลัวในความหมายของอีกคนหมายถึงอะไร เพราะเขาเองก็กลัว

 

"ผมยังอยู่ตรงนี้เพราะมีพี่ แล้วผมก็กอดพี่เพราะผมอยากกอด --"

 

สิ้นเสียงร่างเล็ก จียงพลิกใบหน้าของซึงรีกลับมาประคองไว้ด้วยฝ่ามือทั้งสองข้าง กดนิ้วทั้งห้าอย่างนุ่มนวลลงไปบนท้ายทอย ปลายนิ้วไล้ช้าๆขยำแทรกไปตามไรผม

ต่างเติมเต็มที่ว่างที่อยู่ระหว่างใบหน้าและเปลือกตาของกันและกันด้วยริมฝีปากและลมหายใจหนักหน่วงที่ขาดห้วงและหอบถี่ขึ้นทุกขณะ..

 

ซึงรีกำลังนึกถึงภาพวาดรูปเด็กสามคนที่เคยแขวนอยู่บนผนัง นึกถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาเหมือนแผ่นฟิล์มที่ค่อยๆถูกฉายในหัว เวนิซ ไฟดับ งานหมั้น อนยู ...ความทรงจำกับส่วนผสม ทุกอย่างเป็นเหมือนตัวแปรเล็กๆที่เข้ามาทำให้รสชาติของขนมนั้นเปลี่ยนไปเหมือนที่จียงพูด

และในเวลาที่เราคิดว่าความรักกับความต้องการกำลังเล่นงานจนเราไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับมัน แต่จริงๆแล้วสิ่งต่างๆกลับไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เราเข้าใจ แต่เหมือนเป็นเพียงแค่เพราะเหตุผลง่ายๆ ..แค่อยากกิน

เพราะถึงยังไงมันก็เป็นขนมสูตรเดิมที่เขาถวิลหามาตลอด ไม่ได้มากหรือน้อย รู้เพียงว่าในตอนนี้ต้องการจนขาดไม่ได้

มันอาจแปลกไป ไม่อร่อยในสักวัน  ..แต่เราจะรู้ว่ารสชาดเปลี่ยนได้ยังไงถ้าไม่ลองชิมดู

 

 

 

"ถ้างั้นก็..... มาลองดูกันดีกว่าว่าพรุ่งนี้พี่จะอยากกอดนายน้อยลงรึเปล่า"

 

 

 

 

 

 

 

***

 

 

 

 

 

 

สองอาทิตย์ถัดมา สนามหญ้าหลังบ้านของซึงรี

 

"5..4...3...2...."

กีตาร์โปร่งที่วางอยู่บนตักถูกยกสายสะพายขึ้นคล้องบ่า อนยูจ่อปากเข้าไปกับไมโครโฟนแล้วเริ่มนับช้าๆ ไม่นานเสียงเพลงที่ดังคลอไปกับเสียงนกร้องและเสียงเดินสวบสาบบนพื้นหญ้าจึงสามารถเรียกรอยยิ้มจากเจ้าของงานซึ่งก็คืออีมินอาได้เป็นอย่างดี

เธอยืนตบมือเบาๆไปตามจังหวะเพลงในขณะที่ฝ่ามือเล็กๆทั้งคู่ของซึงรีโอบเข้ามาที่เอวแล้วจั้กจี้จนมินอาสะดุ้งงอตัวหนี กระทั่งเมื่อทั้งคู่ลงไปกองอยู่กับพื้น แต่ซึงรีก็ยังไม่ยอมปล่อย

"โอ้ยๆๆ พอ.. พอ ...แล้ว - - คิกๆ ฮ่าๆๆ" เธอกลิ้งไปมาจนปอยผมสั้นที่ถูกรวบไว้ด้วยริบบิ้นสีฟ้านั้นหลุดลุ่ยออก

"ฮี่ๆๆ.." ร่างเล็กหัวเราะดังลั่น ตอนนี้เสื้อผ้าของทั้งสองคนเต็มไปด้วยเศษหญ้าชื้น

 

ซึงรีรวบตัวมินอามากอดไว้แน่นยิ่งกว่าสาหร่ายที่ใช้ห่อใส้ข้าวปั้น - - ถึงเขาจะตัวเล็กแต่ก็เป็นคนขายาว และเขาก็สูงกว่ามินอามากแล้วด้วยตอนนี้ ร่างเล็กแอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจเมื่อร่างกายบอบบางในอ้อมกอดที่ปกติมักจะใช้อำนาจสั่งโน่นสั่งนี่กำลังถูกเขากอดแน่นจนกระดุกกระดิกแทบไม่ได้และสายตาขอความช่วยเหลือของมินอาก็ไม่ได้ทำให้แดซองที่ยิ้มแหยๆอยู่ตรงกองลังแอ๊ปเปิลนั้นกล้าเข้ามายุ่งเพราะเสียงขู่ฟ่อของซึงรี

 

"อย่านะแดซอง!" ร่างเล็กตวาดพลางจิ้มเอวพี่สาวตัวเองไม่หยุด "ฮ่าๆๆๆๆๆ ..ฮ่า โอ้ะ!!" 

แรงกระแทกที่กลางหัวทำเอาเศษหญ้าที่ติดอยู่บนผมร่วงกระจาย ซึงรียู่หน้าจนตาแทบจมหายเข้าไปในคิ้ว หันกลับไปมองด้านหลังตั้งใจจะเอาคืนให้...    

 

"....อูย...รุ่นใหญ่มาแล้ว" แดซองคราง ค่อยๆวางแอ๊ปเปิลที่เพิ่งคัดเสร็จลูกสุดท้ายลงไปรวมกับเพื่อนๆของมันในลัง แล้วย่องอย่างเงียบเชียบออกมาจากภาพเบื้องหลังที่คล้ายเป็นสงครามขนาดย่อมๆ ครั้งใหม่ระหว่างซึงรีกับจียง

เห็นซีกหน้าด้านข้างของอีกคนที่กำลังนั่งเหม่อมองออกไปทางท้องฟ้าเวิ้งว้างเหนือทิวเขาที่ทอดตัวยาวอยู่ไกลๆ

 

"แล้วแกทำอะไรเพื่อซึงรียังงั้นเหรอ? ..แกทำให้น้องยิ้มได้งั้นเหรอ แกทำให้น้องมีความสุข

ได้ยังงั้นหรือไง?"  

 

"ถึงตอนนี้ไม่ได้ แต่อีกหน่อยก็ไม่แน่!"

 

อมยิ้มรสมะนาวถูกดึงออกมาจากปากของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่นามชเวซึงฮยอน เขาเคาะเท้ากับลังไม้ที่ส่งเสียงก้อกแก้กตอบกลับมา

"แกว่าความรักคืออะไรแดซอง ทำไมคนเราถึงต้องไขว่คว้ามัน.." อยู่ๆท้อปก็หันมาจับไหล่ของแดซองแล้วทำสีหน้าขึงขัง

 

ทั้งคู่เพิ่งจัดเตรียมแอ๊ปเปิลสีเขียวอ่อนที่ต้องส่งโกดังลังสุดท้ายเสร็จ ในขณะที่คนอื่นๆต่างง่วนอยู่กับเตาบาร์บีคิวและถ้วยชามฝุ่นจับที่ถูกทยอยยกออกมาเช็ดทำความสะอาด

พวกเขาชวนอนยู และยองเบที่อ้างว่าติดประชุมในตอนแรกจนจียงต้องโม้ไปว่าซึงรีเป็นคนออกปากชวนเป็นพิเศษ ชายหนุ่มถึงยอมมา (‘แกพูดจริงเปล่าไอ้จี?' ‘ตกลงแกคิดอะไรกับซึงรีฮะ!' ‘ไม่บอกเว้ย เป็นความลับของฉันกับน้อง' ‘ไอ่เพื่อนชั่ว..')

 

 

"ผมคิดว่า เพราะรักทำให้เรามีแรงที่จะก้าวต่อไปมั้ง" เสียงนุ่มนั้นดังมาจากอนยูที่เพิ่งวางกีตาร์ลงกับพื้น เดินมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้แต่สักพักความเงียบก็ถูกแทนที่ด้วยความเคลื่อนไหวของอีกคนใกล้ๆ  

"พูดมีเหตุผล"

ท้อปลุกขึ้นยืนตัวตรง เอาอมยิ้มเข้าปากดูดแล้วเอาออกมาใหม่

 

"แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าความรู้สึกแบบไหนคือความรัก?"

เขาถามอีกซ้ำครั้ง แต่สายตาเลื่อนไปหยุดอยู่ที่เงาร่างเล็กๆของซึงรีที่กำลังพยายามพาตัวหนีจากการกอดรัดฟัดเหวี่ยงของจียง มองค้างอยู่แบบนั้นจนเผลอหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งก้าวเท้าพลาด สะดุดรากไม้และถูกซึงรีเอาคืนจนทั้งตัวเต็มไปด้วยหญ้าแห้ง

อนยูมองตามสายตาของท้อปไปยังซึงรีกับจียงที่ใบหน้าเป็นสีแดงก่ำส่งเสียงหัวเราะดังลั่น กว่าจะผละออกจากกันก็ผ่านไปหลายนาที

เขาก้มหน้าลงกับพื้น ริมฝีปากเหยียดยิ้มออกแทบไม่รู้ตัว ..นั่นสินะ แบบไหนกันที่เรียกว่าความรัก  

 

"โถ่พี่... ฟังนะ"

แดซองถอนใจยาวเมื่อเห็นทั้งสองคนเงียบไปนาน ยองเบเดินหิ้วถุงกระดาษส่งควันฉุยลงมาจากรถไกลๆ เขาโบกมือตอบแล้วหันกลับมามองอนยูที ท้อปทีแล้วจึงจับบ่าของท้อปไว้แน่นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง  

"ความรักอะมันก็เหมือนกับซาลาเปา ถ้าเราไม่กินกระดาษเข้าไปด้วย ยังไงมันก็ไม่อิ่ม"

"..." ท้อปเกาหัวแกรก ปัดมือของแดซองออกจากไหล่ช้าๆก่อนที่จะโดนจียงวิ่งเข้ามากระแทกจากด้านหลังจนเกิดเสียงดังพลั่ก

ร่างสูงร้องออกมาเบาๆเมื่อท้อปก้มลงหิ้วเขาขึ้นจากพื้น "ทำไมแกไม่ล้ม อุตส่าห์กระแทกตั้งแรง!"

จียงบ่นอุบ ปัดเศษใบไม้ที่เข้าไปอยู่ใต้เสื้อ มียองเบที่เพิ่งทักมินอาเสร็จเดินตามมาแบบเนือยๆ ชายหนุ่มหันไปโค้งตอบแดซองและท้อปที่ปากยังไม่หยุดพูดแขวะจียง ("ฉันไม่ได้โง่แบบแกนี่หว่า ไอ่ผอมแห้งเอ๊ย")

"ซึงรี พี่มินอา มาดูนี่เร็ว" แดซองตะโกนไปทางห้องครัว เห็นหลังมินอาผลุบหายเข้าไปหลังบานประตูแล้วถอยกลับออกมาใหม่

"อะไรเหรอ?" เธอตะโกนตอบกลับมา

 

"กอลิล่ากับเด็กผู้หญิงทะเลาะกันพี่"

"ผู้หญิง?/แกว่าใครกอลิล่า?/ฉันเนี่ยนะผู้หญิง"

 

"เออ ..จะว่าไปไอ้จีแกก็ดูเหมือนผู้หญิงนะ ตัวขาวๆผิวเนียนๆ ขาก็..เล็กนิดเดียวเอง" ยองเบพูดขึ้นบ้าง แก้มเป็นสีชมพูเมื่อตวัดสายตาจากผิวเนื้อใต้เสื้อกล้ามตัวโคร่งไปสบตากับเจ้าของร่าง ท้อปกับแดซองปล่อยหัวเราะก๊ากออกมาดังลั่น

"อยากรู้ว่าฉันแมนมั้ยแกก็ลองถามน้องมินอาดูดิ" ร่างสูงพูดหยิ่งๆ แต่กว่าใครจะเข้าใจก็จนตอนมินอาที่เพิ่งเดินตามมาสมทบนั้นเท้าสะเอวมองจียงตาเขียว

".....ทะลึ่งแล้วไอ้นี่" ท้อปเอื้อมมือมาผลักใหล่ร่างสูงในขณะที่อีกคนกลับยิ้มร่า แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงหัวเราะจียงก็ต้องหุบยิ้มลงอย่างรวดเร็ว

"ซึงรีหายไปไหนอะพี่มินอา?"

 

"เดินหายไปกับอนยูสักพักแล้ว" มินอาตอบ

 

เธอกำลังจะหันไปถามจียงเรื่องตามทั้งสองคนมากินข้าวแต่ร่างสูงเดินดุ่มๆไปไกลแล้ว

 

 

"เร็วๆนะจียง เดี๋ยวอาหารจะชืดหมด" เธอตะโกนไล่หลังเงารางๆที่วิ่งเหยาะๆไปทางเนินเขาหลังบ้าน

 

 

 

 

.

.

.

ขายาวกำลังออกก้าวไปตามพื้นหญ้าที่เส้นทางเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ ยอดอ่อนที่มีละอองน้ำจับกระเด็นเอาทั้งเศษดินและความเปียกชื้นขึ้นมาเต็มชายขากางเกงยีนส์สีซีด เขากอดอกแน่นเมื่อภาพของซึงรีและอนยูปรากฏขึ้นไกลๆ

บนเนินเขาอากาศกำลังเย็นสบายและลมอ่อนๆที่พัดผ่านยอดต้นโอ๊คก็นำเอาใบสีเขียวของมันปลิวติดมากับสายลม ใบแล้วใบเล่าที่ค่อยๆหมุนคว้างและหล่นลงกับพื้น แสงสีทองตกเรี่ยสาดทับร่างของคนทั้งสองจนเกิดเงามืดทอดตัวสวยงามราวภาพวาด

ก่อนที่ทั้งคู่จะสังเกตุเห็นเขา จียงหยุดนิ่งแล้วพิจารณาใบหน้าผอมยาวของซึงรี ขอบตาที่เคยคล้ำยังไงก็ยังคล้ำอยู่อย่างนั้น ผมสีน้ำตาลเรียบลื่นน่าสัมผัส จมูกโด่งที่ร่างเล็กมักจะยกมือขึ้นลูบมันเบาๆเวลาเขิน แต่ตอนนี้มือทั้งสองกำลังไพล่อยู่ข้างหลัง ..เขาน่ารัก เขามีรอยยิ้มที่งดงาม แล้วก็เป็นเจ้าของเสียงใสที่ดื้อและเอาแต่ใจที่สุด

จียงส่ายศีรษะแล้วหัวเราะกับความคิดของตัวเอง

 

 

"พี่แอบฟังพวกผมเหรอ"

สงสัยเขาคงหัวเราะดังไปหน่อย ซึงรีเลยหันมามองอย่างเคืองๆ แล้วเดินดุ่มมาทางเขา

 

"ความลับรึไง" จียงถาม ยื่นมือไปเขี่ยผมที่ปรกหน้าของร่างเล็ก ซึงรีส่ายศีรษะแล้วเบ้ปาก

"งั้นก็กลับกันได้แล้ว ทุกคนรอพวกนายอยู่"  จียงสะบัดมือไล่

 

อนยูยักไหล่แต่ก็ออกเดินนำไปโดยที่ไม่ได้สนใจว่าจะมีใครเดินตามมาหรือไม่ บางทีเขาคงรู้อยู่แล้วว่าจียงคิดอะไรอยู่

 "เดี๋ยวก่อน นายอย่าเพิ่งไป" ร่างสูงรั้งแขนของซึงรีไว้หลวมๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

 

 "....โกรธเหรอ?" ซึงรีถาม เขย่ามือที่ถูกอีกคนกุมไว้

" เรื่องอะไรล่ะ..." จียงพูดเสียงขุ่น "เรื่องที่นายชวนอนยูมานี่ เรื่องที่ยองเบชอบนาย เรื่อง- -" เสียงของเขาขาดหายไป ตาเบิกกว้าง เผลอกลั้นหายใจเพราะริมฝีปากของอีกคนที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบาๆจนทำให้เขาต้องหลับตาพริ้ม

 

ซึงรีถอนใบหน้าออก แล้วยกมือขึ้นลูบปลายจมูกตัวเอง "รำคาญ"

จียงกระตุกยิ้ม "ขออีกรอบได้มั้ย" 

เขาโอบแขนไว้รอบคอร่างเล็ก ยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วยิ้มกว้างเสียจนเสียงหัวเราะเบาๆหลุดออกมาจากลำคอ

"โอ๊ย ...พี่นี่" ซึงรีเบือนหน้าไปอีกทางในขณะที่อีกคนยังรุกไม่หยุด

 

"งั้นบอกมาก่อนว่าแอบคุยอะไรกับไอ้ยองเบ"

"อื้อออ ปล่อยยยย"

"ไม่บอกก็ไม่ปล่อย"

 

"ปล่อยเหอะ ไม่มีอะไรจริงๆ - - ก็...ก็แค่คุยกันถูกคอพี่ยองเบเลยเผลอพูดไปว่าชอบ - - ชอบในแบบพี่น้อง แต่ที่ไม่อธิบายให้เข้าใจเพราะอยากแก้แค้นที่เมื่อก่อนสาวๆที่พี่ยองเบเล็ง..  ถูกพี่จียงแย่งไปตลอด.." ร่างเล็กยิ้มแห้งๆถอยหลังจากจียงอีกหลายก้าว แต่ทำยังไงก็หนีมือปลาหมึกไม่พ้น

"แล้วทำไม่ต้องอ้ำอึ้งกันด้วย" 

 

"ก็พี่ยองเบบอกว่าให้แกล้งปิดไว้ก่อน  ...หน้าพี่ตอนหึงมันตลกดี" ซึงรีจบประโยคอย่างเขินๆ ที่จริงตอนคุยกันมีคำว่าจมูกบานด้วย แต่คิดว่าพูดไปคงโดนหนัก

"แค่เนี้ยแหละ ปล่อยผมได้ยัง?"  

 

"ไม่ปล่อย..." ร่างสูงจับคางเล็กให้หันมา พลางแกล้งทำท่าครุ่นคิดทั้งๆที่อีกคนกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

 

"ก็นายมันน่ารักไง ใครได้เป็นแฟนคงมีความสุขตาย ..ว่ามั้ย ใครกันจะเป็นคนโชคดีคนนั้น" 

"พี่ก็น่ารักนะ  ซักวันนึงคงมีใครสักคนหลวมตัวมารักพี่เองแหละ อย่าเสียใจไปเลย" 

 

ซึงรีดันตัวออกจากอ้อมกอดของจียงแล้วเดินลิ่วๆไปโดยที่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นจากพื้น 

 

"จริงเหรอ" จียงตะโกนไล่หลัง

"แต่แย่จังที่ตอนนี้ผมยังหาใครไม่ได้เลย ถ้ายังไงคุณ.." ขายาววิ่งเหยาะๆตามมาติดๆ แต่ซึงรีก็ยังไม่หยุดเดิน ทำเพียงแค่ชำเลืองตามองมาตามเสียงเรียก

 

" คุณ ..นายนั่นแหละ ชื่ออะไรครับ?"  จียงอมยิ้มพูดกับซีกหน้าด้านข้างของซึงรี

 

พวกเขากำลังเดินผ่านพุ่มสีเขียวเล็กๆของต้นวัชพืชชนิดหนึ่งที่ดูคล้ายหัวสับปะรด ถัดมาจากต้นโอ๊คใหญ่ที่ดูเลือนรางในแสงสุดท้ายของวัน สถานที่ๆพวกเขาพบกันเป็นครั้งแรก

 

"หนีออกจากบ้านเหรอ?" ซึงรีถาม ไขว้ขาไปมาเพราะน้ำฝนที่กระเด็นมาโดนทำให้เขาคันยุบยิบ

"..." จียงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดขึ้นเบาๆ "นายเป็นใคร?"

 

"แล้วนายล่ะเป็นใคร?" ร่างเล็กยียวนตอบ

"ฉันถามนายก่อน" จียงหันหน้ามาทางซึงรี เลิกคิ้วขึ้น เสื้อนักเรียนเปียกชุ่มจนมองเห็นผิวเนื้อ จ้อง

มองซึงรีที่เข้ามาทำลายสถานที่ในจินตนาการของเขา ที่ๆเขามักจะมานั่งปลดปล่อยตัวเองจาก

ความเศร้าหมองด้วยการสร้างโลกอีกใบ โลกที่มีเพียงตัวเขาและท้องฟ้ากว้างเหนือทุ่งหญ้าสีเขียว

 

สถานที่เดียวที่เขาไม่ต้องกังวลในสิ่งใด..

 

 

ซึงรีทำท่าครุ่นคิด ย่อตัวลงนั่งข้างจียง "ฉันไม่บอกชื่อคนแปลกหน้า"

"นี่!" จียงพูด เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา

 

"ฮ่าๆ ฉันรู้ว่านายชื่ออะไร" ซึงรียิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวซี่เล็ก "นายหัวเห็ด นายเป็นเพื่อนกับพี่มินอา"   

 

.

.

.

"งั้นก็" ซึงรีหยุดเดิน เขาหันมาอ้าปากพูดแล้วยิ้มช้าๆให้จียง

 

"หวัดดีฮะ ผมชื่อซึงรี แล้วคุณล่ะ"

"เรียกผมว่าพี่จียงก็ได้"

จียงยิ้มตอบ ฟังดูเป็นทางการจนต่างคนต่างต้องกลั้นหัวเราะ

 

"ชื่อคุณเหมือนคนๆนึงที่ผมรู้จัก แต่คนนั้นน่ะเค้าโหดมาก ทั้งเอาแต่ใจแถมยังชอบใช้กำลัง" ร่างเล็กแยกเขี้ยวพูด จ้องจียงที่่แกล้งเสมองไปทางอื่น

"แย่จังนะ" ร่างสูงพูดเสียงค่อย หน้าซีกหนึ่งเป็นสีทองเพราะแสงจากดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน

 

"แต่ผมก็ไม่โกรธเค้าหรอก  เค้าช่วยออกเงินค่ารักษาพยาบาลให้พี่ผมแถมยังเคยพาผมไปเที่ยวไกลๆด้วย ...ไม่รู้ตอนนี้หมดตัวรึยัง"

"ทำไงได้ ก็คนที่เค้าพาไปด้วยเนี่ยกินเก่งชะมัด เล่นเอาแทบไม่มีเงินซื้อตั๋วกลับบ้าน - - แล้วถ้าเค้าหมดตัวจริงนายจะทำยังไง?"

 

"อืม.." ซึงรีเอานิ้วเข้าปาก "อันที่จริงเค้าก็ติดหนี้ผมอยู่เหมือนกันนะ  เงินเยอะด้วย"

 

"เนรคุณจริงๆ"

"ช่วยไม่ได้นี่ ตอนแรกเค้าจะไม่ยอมคืนเงินให้ผมด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่ากลัวปู่ติดคุกหรือว่างกกันแน่"

 

"บางทีเค้าอาจจะอยากเป็นคนดูแลนายเอง...เค้าอาจกลัวว่านายจะทิ้งเค้าไปอยู่ที่อื่น"  จียงก้มหน้าพูดกับพื้นหญ้า  ได้ยินเสียงซึงรีถอนหายใจ และใบหน้าเล็กนั้นกำลังยิ้มเขิน

"หรือไม่เค้าก็อยากเก็บนายไว้ดูเล่น จะได้หยิบมากอดเวลาเหงาๆ" จียงพูดกลั้วหัวเราะแล้วขยับเข้าไปกอดซึงรี รู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อที่ขมวดเกร็งเมื่อเขาเอาฝ่ามืออุ่นแนบไปกับหน้าท้อง สูดกลิ่นเส้นผมของร่างเล็กเข้าไปอย่างโล่งใจ

 

"อืมมม นึกออกแล้ว" ซึงรีโพล่งออกมา "ถ้าเค้ากวนประสาทผมมากๆ ผมจะแบ่งเงินก้อนเล็กๆไว้ซื้อเกาะ เลือกที่ไกลๆหน่อย..... เอาให้ตกขอบแผนที่เลย แล้วก็เอาเค้าไปปล่อยไว้ที่นั่นแล่ะ ปากจัดแถมหยิ่งขนาดนั้นคงไม่มีใครมาสนใจ ช่วยไม่ได้นี่นะ อยากอวดเก่งไม่รับเงินปู่ตัวเองแล้วยังต้องคืนเงินเป็นล้านๆมาให้ผมอีก - - ฟังดูเหมือนเศรษฐีตกยากเลยว่ามั้ย?"  

 

"นายไม่สงสารเค้ามั่งเหรอ"

"ไม่หรอก" ร่างเล็กส่ายหน้า "เพราะผมคิดว่าจะไปอยู่เป็นเพื่อน เค้าจะได้ไม่เหงา"

 

"ซึงรี" จียงเรียกเบาๆ คลายอ้อมกอดออกเพื่อจ้องมองเข้าไปในตาของร่างเล็ก

 

"ครับ"

 

"อนยูน่ะ ..เค้าชอบนายนะ  แต่คนชื่อจียงคนนั้น เค้าคงรักนายมาก"  

 

นั่นสินะ.. คำว่ารักที่เขาได้ยินจากปากจียงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่กลับแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะมินอา แต่ตอนนี้เหตุผลนั้นมีชื่อว่าจียง ..เด็กชายควอนจียง

"สามปีที่แล้วเค้าไปรอนายอยู่หน้าบ้าน วันวาเลนไทน์ซะด้วย ..แต่ไอ้เด็กแพนด้าคนนั้นมันดันมาช้าเค้าเลยเอาของขวัญที่เตรียมมาไปให้พี่สาวคนสวยแทน - - ซวยเป็นบ้าเลยว่ามั้ย"

 

ซึงรีเงียบไปนานก่อนจะบ่นอุบอิบ ‘...เชอะ ผมไม่ได้อยากได้'  

"แต่.."  

จียงขัดขึ้น ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงพึมพำของซึงรีด้วยการเปิดกล่องลักษณะเหมือนตลับไม้แบนๆที่มีอะไรบางอย่างสีเงินวางกองอยู่ตรงกลาง เขาใช้นิ้วเกี่ยวมันออกมาชูตรงหน้าซึงรี

 

"แต่เพราะพี่สาวคนนั้นเค้ารู้ว่ามันเป็นของๆนาย เค้าเลยขอให้เอามาคืนเพราะรู้ว่าถึงยังไง คนให้... เค้าก็คงตั้งใจที่จะให้นายคนเดียว"  

 

 

 

 

จียงคล้องสร้อยเข้ากับคอซึงรี มันหนักนิดหน่อยจนตกลงมากระแทกกับแผ่นอก แสงสีเงินที่สะท้อนจากดวงจันทร์เป็นแสงสว่างเดียวในคืนนี้ที่ตกกระทบใบหน้าและขับให้วัตถุสีเงินนั้นเปล่งประกายนวลออกมาเช่นเดียวกับแววตาของทั้งคู่ จียงยิ้มและซึงรีก็ยิ้ม

 

จะไม่มีเรื่องหนักใจอะไรอีกแล้วในคืนนี้ ..แววตาของจียงบอกอย่างนั้น

 

 

ทั้งคู่กอดคอกันเดินกลับบ้าน 

"ผมรักพี่" ซึงรีกระซิบและกระชับนิ้วทั้งห้าเข้ากับฝ่ามือของจียง

 

"พี่ก็รักนาย อีซึงฮยอน" 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

------------------ End ------------------

 

 

 

 

 

 

llสองเงาในเกาหลีll

เพิ่งได้มาอ่านเมื่อสองเดือนที่แล้ว

แล้วก็รู้สึกว่าเฮ้ย!! น่ารักอะ คุณคนแต่งเนี่ยน่ารักจังเลย แพรอ่านวันละบทสองบท บางทีก็เว้นวันอ่าน เพราะกลัวจะจบ(ประสาท)เห็นตัวหนังสืออบอุ่นๆแบบแปลกๆ แล้วก็เลยพยายามหางานอื่นของพี่คนเขียน(ตอนโน้นเห็นละ ทรงกลด บางยี่ขัน อ๋อออ บก.อะเดย์ ก็ลองหยิบมาพลิกๆดู แล้วก็แบบว่า ห่ะ ชอบจวนจีฮุนเลยไปเกาหลี-)ก็เจอเล่มที่น่าสนใจเยอะ  เล็ง 'นายเท้าซ้ายเด็กชายเท้าขวา' ไว้แบบว่าอยากอ่านมากกกกกกกกก

ไปตามหาตามร้านหนังสือทั่วทุกหัวระแหงในเชียงใหม่

ก็ยังไม่เจอ เซ็งจิต ได้ 'หน่อไม้' มาอ่านแทน ก็ยังดี(อันนี้เขียนกันสามคน ทรงกลด นิ้วกลม กับพี่อัพ ทรงศีล)

เซิร์ชเนตเลยรู้ ร้านเล่าก็มีขาย ใกล้ๆด้วย-แถวมอ.นี่เอง

๕๕๕ หัวเราด้วยความเส้าใจ

(ไว้เงินเดือนออกจิไปตามล่าใหม่ Y.Y ) 

 

พร่ำเพ้อมากมายกลัวคนไม่เชื่อ

ขออนุญาตเอาพรีวิวของ http://shau.kanuay.com มาแปะให้อ่านกันนะคะ

ตัวจริงเป็นคนยังไงไม่รู้ เท่าที่รู้ ตัวหนังสือน่ารักมาก น่ารัก โรแมนติกที่สุดในโลก - จะเว่อร์ไปมั้ย ถ้าจะบอกว่า เราว่าตัวหนังสือพี่ก้อง น่ารักกว่าของวรพจน์อีกอ่ะ

จะว่าอย่างงั้นก็ไม่เชิง แต่อ่านแล้วมันก็ไม่ใช่อารมณ์เดียวกันซะทีเดียว ของพี่ก้องจะดูเด็กกว่านิดนึงมั้ง - คงเหมือนกะที่พี่อธิคมเขียนคำนิยมไว้ ตัวหนังสือพี่ก้องมันแสดงให้เห็นความ'หนุ่ม'ของคนเขียน และอีกประโยคที่เราเห็นด้วยมากๆ เค้าบอกว่า ไม่น่าแปลกใจถ้าสาวๆอายุต่ำกว่า 25 ปี อ่านแล้วจะรู้สึกวูบไหว - ก็ตัวหนังสือของพี่ก้องออกจะน่ารักโรแมนติกซะขนาดนั้น (โปรดสังเกตว่าสรรพนามและชื่อที่ใช้เปลี่ยนไปแล้ว :D)

โอ๊ย...ยิ่งเขียนก็ยิ่งอยากเอา สองเงาในเกาหลี มาอ่านใหม่

ใครว่างๆ ช่วยพิสูจน์ทีสิว่าผู้หญิงอายุต่ำ 25 อ่านแล้วต้องหลงเสน่ห์ทรงกลดจริงๆหรอ ?
ผู้ชายอ่านแล้วรู้สึกเสี่ยว หรือหมั่นไส้คนเขียนมั่งมั้ย ?
หรือเราบ้าไปคนเดียว ?

เห็นทีอีก 2 ปีต้องลองพิสูจน์ดูแฮะ
 

อ่านทั้งหมดใน ตอนที่ 0242 ทรงกลด - ทรงก้อง

 

 

 

 

 

แล้วก็มาคุยกับคนอ่านหน่อยแบบว่าคิดถึง

(รินไปลั่ลล้าอยู่เกาเปนไงมั่งนี่)

ตอนนี้กะลังทำโอพีวีตัวใหม่อยู่แบบว่า เป็นแนวดราม่าไม่มากเหมือนอันทิล ไม่หวานด้วย

งงอะดิ

คนทำยังงงเลย มันจะออกมาไหวไหมเนี่ย

 

ไว้เสร็จแล้วจะเอามาให้ยลกัน แต่ช่วงนี้คงติดต่อผู้คนยากหน่อยเพราะเก็บตัว

ห้าห้าหุหุ

ปล---สุดท้ายเหมือนทุกครั้งที่เห็นคอมเม้นแล้วทำให้อยากแต่งฟิกออกมาอีก เห็นแล้วอยากทำโน่นนี่นั่นให้ทุกคนเลยอะ ขอโทษที่ไม่ได้ไปตอบเมนท์ให้ทุกบล้อกแต่แพรซาบซึ้งนะ  ...ป่อย

 

^___________________________________________^'