FicIf

[ I F ] EP16:Dance, Dance, Dance [END]

posted on 11 Oct 2009 18:42 by p-iaaz  in FicIf

Title: IF

Cast: GDxSeungri

Rate: PG-17

Author: p-iaaz

Thanks:คุณที่ทนอ่านมาจนถึงตอนจบ

             ข้าพเจ้าที่นั่งพิมพ์มาจนถึงตอนจบ

             อะไรอีก....  ;D ปิดเทอมม

         


 





 

 

 

 

 

 

 

 

---------------------------------------

 

 

 

..ช่วยพี่หน่อยนะ ไปประชุมที่ฮาร์บินเป็นตัวแทนบริษัทเราหน่อย ..พี่จีซุน

..เหลวไหล ไม่มีทางเป็นไปได้

 

 

 

ปิดเทอมวันแรก

ผมเหม่อจ้องมองสายฝนโปรยปรายจากร้านกาแฟในมหาลัย

เพลงแคนนอนเวอร์ชันบรรเลง ถอนลมหายใจครั้งแล้วครั่งเล่าปล่อยไอจางๆลอยบดบังฝูงคน มีอะไรน่าสนใจกว่านี้อีกมั้ย? ..ไม่อะ ผ่านไปไม่นานผมคงเผลอคุยกับคราบเชื้อราบนปกสมุด ...การผลาญเวลาทรงประสิทธิภาพ แนวคิดสุดบรรเจิดของเด็กมหาลัยที่ถ้าไม่ยุ่งจนหัวฟูก็มีอยู่อย่างเดียวคือว่าง นอนกลิ้งจนหัวฟู  สมองตื้อเพราะเมาค้างจากปาร์ตีเมื่อคืน เสื้อผ้าหลุดลุ่ย กระเพาะเต็มเหยียดด้วยอาหารขยะ ตื่นขึ้นมาอยู่บนเตียงกับสาวที่ไม่รู้จักชื่อ

หล่อนเป็นใครหว่า?

ผมรวบรวมความคิด ผู้หญิงสวยแต่ปากจัด เหน็บบุหรี่ซิลล์คัทไว้ในกระเป๋าชาแนล เทพีแห่งความงาม ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ตากลมสวย เรือนผมยาวสีดำเข้มของเธอคงกรุ่นไปด้วยกลิ่นโคโลนจ์หวานหอมตลอดเวลาที่เขยื้อนกายอยู่ใต้ตัวผม เว้นแต่ว่าเรื่องหลังสุด มันยังไม่เคยเกิดขึ้น

เธอเป็นคนที่ผมจำเค้าหน้าได้มากสุดในบรรดาเดทที่ผ่านๆมาทั้งห้าครั้ง ..ซึงรีอา เสียงเธอยังก้องในหัวผมอยู่เลย ..กอดผมที ...ได้สิ เธอสอดเรียวนิ้วผลักบานประตู เสื้อผ้ากระเด็นหลุดจากร่าง หัวผมกระแทกหมอน เส้นประสาทเต้นตุบๆที่หางตา จากนั้นม่านขมุกขมัวทอดตัวคลุมแน่นหนาเหมือนตาข่ายยักษ์ ผมหายใจไม่ออก รู้แค่เสียงเรียกแผ่วโหยดังกระแทกโสตประสาท เสียงร่ำไห้จากใครบางคนที่อยู่ไกลออกไป

เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานแสนนานมาแล้ว ไม่ต่างจากบทขึ้นต้นในนิทานก่อนนอน ‘กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว'

ซึงรีอา... เสียงนั้นดังมาจากก้นบึงในหัวใจผม บ่อน้ำดำมืดกักขังใครบางคนเอาไว้เปล่าเปลี่ยวเดียวดาย    

..วิญญาณพี่จะทรมานอยู่ในร่างผุพังที่ไม่มีใครเหลียวแล

อีกนิดเดียว มันไม่ได้เจ็บปวดนักหรอก

ถึงตอนนั้นใจพี่จะเย็นเยียบเหมือนแผ่นหิน ไร้ความรู้สึกเหมือนที่ผมกำลังเป็นอยู่ตอนนี้

อีกนิดเท่านั้นเดียวฮะ...

 

ความลับ คำพูดเก่า เสียงเก่า ‘พี่รักนาย' ถ้อยคำเก่าๆ แต่ผมกลับไม่เคยลืม ตรงข้ามกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทุกอย่างอยู่ตรงหน้าผม เอื้อมมือออกไปโอบเอวใครซักคนเข้ามาแนบกาย ผมจะบอกเธอว่าผมขอโทษ กอดผมอีกสักครั้งได้มั้ย อยู่กับผมแค่ในตอนนี้ก็ยังดี แต่นั่นแล่ะ ถึงตอนนั้นผมอาจเมาหัวทิ่มแล้วก็เผลอโงกหลับไปเองอีกเป็นครั้งที่สอง แล้วคราวนี้อาจไม่ใช่แค่โดนหมอนร่อนใส่หัวก็เป็นได้

ไม่ยุติธรรมเลยใช่มั้ย เมื่อคืนผมแค่อยากคุยกับใครซักคน เธอตอบตกลง ยกเครื่องดื่มขึ้นจิบ

‘ไม่จำเป็นต้องคิดมากเลยค่ะ เราต่างก็ต้องการคนอยู่ข้างกายไม่ใช่หรือ? เรื่องปกติ ธรรมชาติที่สุดในโลก' เธอกดริมฝีปากเข้ากับแก้วไวน์ ผมพยักหน้า

พูดด้วยความสัตย์จริงว่าผมชอบเธอ แต่ไม่ได้ต้องการเธอจนทนไม่ได้ ไม่ถึงขั้นรักและเราต่างก็รู้ดีในเรื่องนั้น ทุกครั้งที่ลมหายใจแผ่วเบากดลงบนกระหม่อม -สมองผมพลันคิดไปถึงใครคนอื่น

จะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน มีสักวันมั้ยที่ผมจะได้พบใครซักคนจากที่ไหนซักแห่ง เราจะนั่งอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันจนถึงเช้า ส่งสายตาที่มีแรงดึงดูดมวลมหาศาลเหมือนดวงดาวในห้วงอวกาศ เฝ้ารอให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นระหว่างเราทั้งคู่

แต่เวลาผ่านไปเปลืองเปล่า ปาฏิหาริย์ไม่ยอมเกิด ครั้งแล้วครั้งเล่าหัวใจเหนื่อยล้า จบด้วยการแยกทางจากกัน เดทอีกครั้ง และอีกครั้ง แล้วก็การบอกลาอีกนับไม่ถ้วน ...ไม่ยุติธรรม

 

.

.

.

.

กริ๊งงงงง กริ๊งงงงง

‘ถ้าความรักเป็นเรื่องของความยุติธรรม ชีวิตฉันคงน่าเบื่อพอๆกับสาหร่ายเซล์เดียวบนปกสมุดเน่าๆของนายแล้วล่ะ ไอ้เด็กโง่...'

ผมสะดุ้งตื่น แม้แต่ในความฝันเขายังเจาะเข้ามากวนประสาทผม จะมากเกินไปแล้ว "...ฮาโหลลล"

"เอาร่มมาคืนฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ"

 

นั่นใครน่ะ? ผมถามออกไป มืออีกข้างยัดสมุดรายงานปกเชื้อรากลับเข้ากระเป๋า

เสียงขลุกขลักดังลอดมาตามสัญญานโทรศัพท์ มีปัญหาได้ตลอดทุกทีสิน่า โทรศัพท์ซังกะบ๊วย

ผมโกยขยะลงถัง วางเงินไว้บนโต๊ะแล้ววิ่งไปโบกแท็กซี่

 

"ไปสนามบิน"

"โซลหรือ? ...ทัศนวิสัยเลวร้าย เมื่อเช้าผมเพิ่งวนไปรับผู้โดยสารที่ติดแหงกอยู่ในนั้น เครื่องดีเลย์จนต้องเลื่อนการเดินทางไปเลยล่ะ"

ลุงหนวดคนขับแท็กซี่เพิ่มเสียงวิทยุ หมุนหาช่องพยากรณ์อากาศ พายุเข้าเหรอ? ผมถาม เขาผงกหัวรับ ใช้นิ้วดันกรอบแว่นขึ้นสันจมูกแล้วหันมาย้ำกับผมเรื่องจุดหมายปลายทางอีกครั้ง  ..จะเปลี่ยนใจไหม?

ไม่ให้กลับบ้านแล้วจะให้ผมไปที่ไหนได้อีกเล่า?

ระหว่างคิด ผมแงะมือถือออกมาจากกระเป๋าแล้วก้มลงอ่านข้อความในนั้นซ้ำเพื่อขอความเห็นจากตัวเอง ..ช่วยพี่หน่อยนะ ไปประชุมที่ฮาร์บินเป็นตัวแทนบริษัทเราหน่อย ..พี่จีซุน แน่อยู่แล้ว ความสงสัยแรกโผล่เข้ามาในหัวตั้งแต่วางหูคราวก่อน ทำไมต้องเป็นที่นั่นด้วย บังเอิญเหรอ --โรงแรมชั้นดี โอกาสได้รู้จักกับคนเก่งๆ แล้วนายยังจะได้ไปเที่ยวเล่นในเมืองด้วยนะ ...คำกล่อมหูสารพัดที่พี่จีซุนพร่ำโทรมาหว่านล้อมผมตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ผมตอบเธอไปแค่ว่าผมอยากกลับบ้าน     

รถติดไฟแดง คนขับแท็กซี่หันมาถามผมอีกครั้ง ...จะเปลี่ยนใจมั้ยไอ้หนู?

 

 

 

"...แน่อยู่แล้ว" ผมส่ายหัวให้กับตัวเอง

 

ความคิดพิลึกสิ้นดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

EP16

 

วันแรกในฮาร์บิน เกาะไท่หยาง

รถสี่ล้อคันเล็กพาผมกับพี่จีซุนลอดข้ามประตูชัยปารีส (อย่าสงสัย ผมพูดเรื่องจริง) มาเทียบหน้าบันไดโรงแรมโลมา โรงแรมใหญ่มีความหมายเทียบได้กับการลงทุนและค่าห้องแพงมหาศาล คอร์ริดอร์ยาวเหยียด ลิฟท์มันวาวยืนเรียงแถวตรงข้ามตู้สล๊อทกับบาร์แจ๊ซ สถานที่ฝึกปรือความสัมพันธ์เชิงสังคม --รวม Vat แล้ว 7เปอร์เซ็นต์, บิลค่าดินเนอร์กับเสื้อคลุมอาบน้ำนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ อย่าลืมล่ะ ...พี่จีซุนกระซิบกระซาบข้างหูผมตอนฝากกระเป๋ากับเสื้อโค๊ตให้บริกรนำไปเก็บ อย่าลืมทิป เธอสะกิดชายเสื้อผมอีกรอบก่อนเราจะกลับมาเจอกันในตอนหัวค่ำ

พี่จีซุนเตรียมข้อมูลพรีเซนท์งาน ผมมีหน้าที่แค่เดินไปเป็นเพื่อน

คราวนี้ไม่มีพิมพ์เขียวหนีบในซอกแขน เธอขยับปลายนิ้วจัดชายผ้าลูกไม้สีดำตรงกระโปรง ช้อนแลปท๊อปขึ้นมากอดหลวมๆแนบอกก่อนจะยืนหมุนไปหมุนมาหน้ากระจก

"สวยแล้วฮะ"

"นายก็หล่อ  ...เหมือนดาราหนัง"

เธอนิ่งคิดก่อนจะยื่นจมูกมาแตะข้างแก้ม แล้วเราก็หลุดปล่อยเสียงหัวเราะกันออกมาดังลั่นห้องตอนที่ผมบอกว่าจะขึ้นเงินเดือนให้เธอ

"เอางานของเราคืนมาให้ได้ก่อนแล้วกัน"

ผมผงกหัวรับ เดินนำพี่จีซุนออกไปยังห้องประชุมที่พนักงานสวมถุงมือขาวผายมือรอพวกเราอยู่แล้ว

เธอแอบฉกแก้วแชมเปญมาสองใบแล้วยื่นให้ผมใต้โต๊ะพร้อมกับกำชับว่า ‘ห้ามหลับ'

แน่นอน กระดกรวดเดียวหมดทั้งสองแก้ว ผมนั่งคูณเลขในใจแก้เบื่อ สำรวจการตกแต่งอลังการชวนฝันของลวดลายวอลล์เปเปอร์ ผ้าม่านและพรมจากกัลลิอาโน วูร์แปง? เบาะเก้าอี้บุนวมแล้วก็ฝาครอบเครื่องควบคุมความชื้นลิมิเต็ดอิดีชันแท้ ...น่าเบื่อใช่มั้ย พี่จีซุนหันมากอดอกพ่นลมจมูกใส่หลังหูผม ...สายงานที่ไม่เหลือความตื่นเต้นให้กับมาดหรูของอาคารที่ออกแบบมาให้พยายามสวยจนเกินเหตุ ผมยกมือเห็นด้วย สองเสียงถือเป็นมติเอกฉันท์ ใครจะไปสนว่าพรมง่าวนี่มีชื่อว่ากัลลิอาโน? เมืองขาวโพลนข้างนอกนั่นน่าดูกว่าห้องนี้หลายเท่า เป็นความงามลงตัว ความงามที่ไม่ต้องพยายาม ..ไม่ต้อง

 

พี่จียง

ผมพรวดพราดลุกจากเก้าอี้จนชนแก้วแชมเปญกลิ้งหล่นจากโต๊ะ

ไม่มีใครสังเกต ไม่มีใครเห็นหรือว่าเขานั่งอยู่ตรงนั้น จ้องมองมาที่ผมด้วยท่าทางสบายอกสบายใจพลางวาดมือกรีดผ่านก้านแชมเปญ เหยียดขาไขว่ห้าง

‘นั่งลง!' พี่จีซุนกระตุกชายเสื้อผมอีกครั้ง ‘นั่งลงเลยนะ!'

หรือผมตาฝาดไปเองเพราะเมา? ตัวแทนจาก A เอนเตอร์ไพรซ์ยังพล่ามไม่หยุดเรื่องผลกำไรจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินราคายี่สิบล้านเยนในญี่ปุ่น แผ่นเมทัลชีท ตามติดด้วย B อินดัสตรีย์กับเส้นทางการเดินรถไฟ พี่จีซุนโน้มตัวมาหาผม

"เห็นนายคนนั้นไหม B อินดัสตรีย์ มีเครือข่ายสายตรงไปหาพรรคการเมือง, B อินดัสตรีย์ที่ร่วมงานกับโครงการรีสอร์ทริมหาดของเรา เหตุผลข้อนึงที่คดีปิดได้เร็วเพราะ ไม่มีใครอยากเอาผลประโยชน์หมกเม็ดไปแปดเปื้อนภาพลักษณ์ทางการเมือง ประวัติบริษัทเราไม่สวย ยอมรับเลย โดนขุดคุ้ยขึ้นมาก็เละกันไปทั้งแถบ"

ตัวแทน B อินดัสตรีย์เดินลงจากเวที พี่จีซุนกระซิบพูดกับผมด้วยท่าทางเหมือนหุ้นส่วนคนสำคัญ ในขณะที่สมองผมมีแต่ภาพซีกหน้าของพี่จียง

"แล้วทำไมเราถึงต้องเสนอตัวเข้ามารับงานนี้งั้นเหรอ?" เธอพูดต่อแบบเนือยๆ

ผมคว้าแชมเปญอีกสามแก้วจากถาดมากระดกเข้าปาก จับใจความได้กระท่อนกระแท่นพอๆกับโฟกัสภาพเบื้องหน้า การกว้านซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาให้เป็นเมืองใหม่ ไม่ใช่แค่เมืองใหม่ แต่มันคือวิวัฒนาการของยุคสมัยเราเลยเชียวนะ ..วิวัฒนาการเชี่ยวกรากโหดร้ายเสมอ วิวัฒนาการไม่เปิดโอกาสให้คนอ่อนแอกว่าได้มีโอกาสเลือก คำพูดเมื่อแสนนานมาแล้วของใครบางคน

...พี่จียงฆ่าพ่อ ...พ่อเตรียมปืนไว้ฆ่าพี่จียงแต่อีกคนไวกว่า ...ปืนของคิมยูนฮา สมุดเช็ค ตราประทับ ...พ่อเองก็ถูกผู้หญิงหลอกมาอีกทอด เพื่ออะไรกัน? เราดิ้นรนเหมือนปลาใกล้ตายในบ่อโคลน ไร้ทางออก เพื่อพรมง่าวที่มีชื่อว่ากัลลิอาโน? เพื่อวิวัฒนาการที่จะเปลี่ยนแปลงโลก? เพื่ออะไรกัน ชีวิตเปราะบาง 

ตอบกับผมที

"ผมเห็นพี่จียง" ผมคว้าข้อมือพี่จีซุนมากำไว้ ‘เหลวไหล' เธอตอบกลับมาเบาๆ หน้าตาตื่นตระหนก  

"พี่ต้องขึ้นไปพูดแล้วซึงรี"

 

 

หิมะลงหนัก ผมตัดสินใจกลับไปที่ฟรอนท์ ถามหาแขกที่ใช้ชื่อควอนจียง ผ่านไปห้าวินาทีเธอเงยหน้าส่งยิ้มพร้อมหมายเลขโทรศัพท์มาให้ผม ‘ห้อง408 ค่ะ' ...ไม่มีทาง 

ก่อนจะจมหายลงไปในผืนพรม ผมเดินโซซัดโซเซออกมาจากห้องที่ทำผมหายใจไม่ออก ไม่อยากคุยกับมนุษย์หน้าไหนอีกต่อไปแล้ว ผมจะกลับเข้าไปในห้องนอนแช่น้ำอุ่น กำจัดภาพหลอนพี่จียงออกไปให้หมดจากสมอง ผมพยายามมาแล้วสามปี อดทนอีกวันเดียวจะเป็นไรไป

ผมไขกุญแจห้อง ทรุดตัวลงบนโซฟา ...ขาของผมกลายเป็นอัมพาตอยู่ข้างเครื่องโทรศัพท์

 

จะโทรไปหาเขาทำไม? จะให้พูดอะไรกับคนที่หายสาบสูญไปนานขนาดนั้น  ‘พี่จียง พี่เป็นผีหรือเป็นคน?' แล้วถ้าเกิดเป็นควอนจียงอื่นล่ะ?

ตัวผมชาจนมือไม้สั่น ทุกครั้งที่กดหมายเลขตัวสุดท้ายจะกลายเป็นการต่อสายผิด ครั้งที่สิบผมเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้งแล้วเดินไปเปิดฝักบัวอาบน้ำ แต่ไม่นานเสียงกริ่งประตูดังขึ้น

พี่จียงเป็นฝ่ายโผล่มาเคาะประตูห้องผมเอง

 

เขายืนอยู่ตรงนั้น เหงื่อเกาะเต็มหน้าทั้งๆที่อากาศข้างนอกหนาวติดลบ ห่อหุ้มร่างด้วยเสื้อยืดลายมิกกีเมาส์กับคาดิแกนตัวบางเฉียบ เส้นผมสีซีดยาวระลูกตา เขาก้มลงสำรวจกางเกงนอนผมแล้วกระตุกยิ้มออกมาในเงามืด  

"จะไม่เชิญเข้าห้องหน่อยหรือไง?" ฝ่ามือเขาวางแตะบนลูกบิด แต่ผมยืนนิ่ง กระชับผ้าขนหนูปิดท่อนบนเปลือยเปล่าจากสายตาพี่จียง "...ไม่มีคนรับสาย ฉันแค่เป็นห่วงเลยตัดสินใจมาดูเอง"

ผมหันไปมองโทรศัพท์ที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น ไฟสีเขียวกระพริบปริบๆ

"ถ้าจะเป็นอะไร ผมคงเป็นไปนานแล้ว" ผมอึกอักตอบ

หมอนี่เป็นใคร ท่าทางแบบที่แทบจะเรียกได้ว่าไม่คุ้น

ภาพไม่คุ้นตาเหมือนมองดูรูปสลักหินอ่อนผ่านกระจกฝ้า เทียบกับพี่จียงอีกคนที่ผมรู้จักแล้วคงต้องบอกว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ร่างกายผอมเพรียว ซีกหน้าซูบตอบรับกับคมจมูกที่กดแววตาให้ลึกโหล ริมฝีปากเชิดหยิ่งแต่ทำผมใจเต้นระรัวกระแทกอกซะยิ่งกว่าเห็นภาพหลอน เหมือนคลื่นแทรกในจอโทรทัศน์ -ผมเดินไปตามถนนมืดๆกับพี่จียงในคืนที่หิมะจับถนนเป็นผืนน้ำแข็ง แสงจากโคมไฟเลือนรางแพ้แสงจันทร์อาบไล้ม้านั่งยาว พี่จียงเขวี้ยงกระป๋องเบียร์ทิ้ง รีดเลือดออกจากมุมปากผมก่อนจะยื่นหน้ามากระซิบเบาๆ ‘ขอต้อนรับสู่นรก'

มันเคยเกิดขึ้นจริงหรือ

ถ้าผมพูดว่า‘อย่าไปเลย' อย่าจากไปอีกเลย มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มั้ย เราจะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้ -หรือผมแค่กำลังหาข้ออ้างให้ตัวเอง ลืมไปซะความจริงที่ว่าผมรักเขา ผมยังคงรักเขาอยู่เหมือนเดิม เหมือนเมื่อนานแสนนานมาแล้วแม้จะไม่รู้ว่าความรู้สึกที่แท้จริงนั้นมันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ ‘อย่าไปเลย' ผมรอมานานเกินไปจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือ เหนื่อยแทบไม่มีแรงหายใจ ทรมานทุกครั้งที่นอนซุกหน้าร้องไห้กับหมอน

ร่างผมถูกเหวี่ยงหายไปในสูญญากาศ

ผมเคยได้รับความรักแล้วก็เคยได้รัก แต่ตอนนี้ความรู้สึกนั้นมันเหมือนก่อตัวจากความว่างเปล่า ‘อย่าไปเลย' ไม่ว่าภาพตรงหน้าผมจะเป็นแค่ความทรงจำเก่าหรือพี่จียงที่มีเลือดเนื้อวิญญาณ ได้โปรด... อย่าจากผมไป

แสงสลัวทอดกลางระหว่างผมกับพี่จียงที่เอาแต่เขม้นสายตาจ้องมอง แววตาของเขาคล้ายกำลังส่งเสียงเรียกแผ่วโหยมาจากก้นบ่อน้ำดำมืดมิด ไม่ขยับเขยื้อน ไม่มีคำพูดเหมาะสมพอที่จะเปล่งเสียงออกมาได้ เงาสะท้อนหน้าผมซีดเผือดผ่านพุ่มดอกลิลลีหน้ากระจก

 

เขาปล่อยมือจากลูกบิด  

"...ฉันคงเสียมารยาทไป ขอโทษด้วยแล้วกันที่อยู่ๆก็โผล่หน้ามา" รอยยิ้มจุดที่มุมปากของพี่จียงที่ยังส่งสายตาสำรวจทั่วตัวผมไม่เลิก

"กลับไปอาบน้ำต่อเถอะ ระวังอย่าจมอ่างน้ำตายละกัน" เขาพลิกตัวตั้งท่าจะเดินจากไป

"เดี๋ยวก่อนฮะ" ก่อนจะทันพูดจบประโยค มือผมเอื้อมไปคว้าชายเสื้อเขาเอาไว้

นิ้วเย็นเฉียบไปกระทั่งถึงปลายเล็บแต่หน้าผมกลับอุ่นจนร้อนตอนที่พี่จียงหันกลับมามอง ดันผมเข้ามาในห้องแล้วกระแทกประตูปิด "หน้าตานายดูไม่ได้เลยจริงๆซึงรี"

มือเขาประคองแก้มกับเอวระหว่างกดริมฝีปากชุ่มบดเบียดเข้ามาที่ใบหน้าผม ปล่อยให้กลิ่นหอมอ่อนๆของฤดูหนาวโอบกอดเราเอาไว้ มีคนมาเคาะประตูห้อง ถามว่าผมเป็นอะไรรึเปล่า...ผมกำลังจะตายแล้วจริงๆ เสียงทุบยังดังไม่หยุดแต่พี่จียงกลับฉีกยิ้มออกมาช้าๆ อุ้มผมไปวางลงบนเตียงแล้วกระซิบออกมา  

 

"กลัวฉันงั้นเหรอ?"  

 

"ทำไมผมถึงต้องกลัวพี่ด้วย" ผมตอบ ตาพร่าเพราะโคมเหนือหัวเตียงสาดแสงทะลุแผงหลังของพี่จียง ร่างตะคุ่มปลิดผ้าขนหนูออกจากมือผม เบียดจมูกลงกับหน้าท้อง   

"เพราะนายชอบฉันมากไง ยังไม่รู้ตัวอีก" เขาเลื่อนตัวขึ้นมาครางข้างหูผมที่เสียงหายไปแล้วเรียบร้อย ผมไม่สามารถเปล่งคำพูดใดๆออกมาได้อีกต่อไปแล้วจริงๆ ริมฝีปากพี่จียงวนเวียนอยู่แถวใบหู พร่ำบอกผมว่าอย่าร้องไห้ ‘ถ้านายไม่หยุดร้อง ฉันจะยิ่งแกล้งนายทั้งคืนเลยนะซึงรี'

ไอ้บ้าเอ๊ย "ปะ ..ปล่อยนะ มีคนมาเคาะประตู"

"นายไม่อยากเปิดหรอก"

เขาเบียดตัวซุกปลายจมูกเข้ามาที่ลำคอ ทิ้งเงาสีดำเหมือนหมึกเจือจางให้ทอดตัวนุ่มนวลลงบนผนัง สัมผัสแผ่วเบาที่ริมฝีปากให้รสหวานละมุนเหมือนจิบของเหลวอุ่นจากแก้ว รสเตอกีลาคราวนั้นกลั้วอาบลิ้น ไหลผ่านลำคอลงท้องก่อนจะแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายผมเหมือนลงแช่ในอ่างน้ำร้อนจัด ความรู้สึกแปลกพิลึก ยากจะบอกว่ามันแปลกตรงไหน อาจเป็นที่การตอบสนองของผมหรือเพราะฤทธิ์แอลกอฮอลล์ตกค้างจากเมื่อหัวค่ำ เพราะทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบเกินไปจนเหมือนเป็นความฝัน ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม ผมรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสเดียว โอกาสสุดท้าย เข็มนาฬิกาเดินมาบรรจบเส้นตายแล้ว

"ฟังนะฮะ ผมไม่รู้ว่าทำไม คิดได้แค่ว่าถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริงก็คงเป็นเพราะสมองผมเลอะเลือนเต็มทีแล้ว ผมจะถามพี่แค่ครั้งเดียว... เรื่องความฝัน"

 

 

 

 

 

 

 

 

.

.

.

.

"เกิดอะไรขึ้น!"

พี่จีซุนถลาเข้ามาในห้อง เธอกัดริมฝีปากยืนจ้องผมที่เพิ่งรู้ตัวว่ากำลังยืนโชว์รอยแดงเถือกเต็มหน้าอก หันกลับไปที่เตียง เป็นไปเหมือนที่คิดไว้

เตียงว่างเปล่า พี่จียงหายไปแล้ว

 

"จียงหรือ? เขาพูดอะไรกับนายมั่ง"

เขาพูดอะไร ผมพยายามเค้นสมอง ‘...ฉันไม่ได้ร้องเรียกหานาย ไม่ใช่เสียงของฉัน' แล้วก็อะไรคล้ายๆกับ ...เหตุผลที่นกฟินิกซ์เกิดใหม่จากกองขี้เถ้า ...หนึ่งปีในคุกเป็นเวลาที่ทรมานสำหรับฉันไม่ต่างไปจากนาย

 

สมองผมตื้อตัน พี่จีซุนทรุดตัวลงกับพื้นก่อนจะวิ่งพรวดพราดออกไปจากห้อง ทิ้งผมไว้กับความว่างเปล่า

 

 

 

 

 

 

 -----------------------

 

 

 

 

 

ตีสอง บาร์ชื่อดิ คาเฟโร่

 

"พี่บอกนายได้เท่าที่พี่ควรจะบอก" แล้วถ้านอกเหนือจากนั้นล่ะ ผมถาม

"ไม่ได้ พี่สัญญากับจียงแล้ว"

หมายความว่าทุกคนรู้เรื่องที่พี่จียงเข้าคุกมาตลอดยกเว้นผม

เหมือนน้ำในกายผมจะจับแข็ง พยายามซุกมือเข้าไปควานหาความอบอุ่นในกระเป๋าเสื้อแต่ไม่เกิดผลอะไร --อกว่างเปล่ากลวงโบ๋

"ผมเคยนึกมาตลอดว่าเขาต้องเดินเข้าไปมอบตัวกับตำรวจหลังจากวันนั้น ไม่อย่างนั้นเค้าจะทิ้งข้าวของพวกนั้นไว้กับผมทำไม คนแบบเขาหวงสมบัติ ห่วงทุกอย่างที่กองทิ้งไว้ข้างหลัง แต่พี่จียงในตอนนั้นไม่ใช่ เขาทิ้งผม -ทิ้งทุกอย่าง แม้แต่ปลายเล็บยังแทบจะไม่แตะเฉียดผมเลยด้วยซ้ำ ผมน่าจะสังเกตุเห็นตั้งแต่ตอนนั้นแต่ผมก็กลับไม่เห็น" ผมเหม่อมองเงาตัวเองในกระจก สภาพดูไม่ได้พอๆกับซอมบี้

พี่จีซุนหมุนนิ้ววนบนปากแก้วก่อนจะคว้ามาร์ลโบโรมาจุดสูบ

"อาจจะเป็นอย่างนั้น เขารู้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เอาปืนจ่อหัวบังคับให้พ่อนายดื่มยาพิษนั่นเข้าไปแล้วว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นแบบไหน เขาตัดสินใจเด็ดขาดมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว หดหู่แทบไม่เป็นผู้เป็นคน แล้วตอนนั้นเขาก็มาเจอกับนายเข้า ยืดเวลาจบชีวิตตัวเองออกไปอีกหน่อย"

"เพราะผม... ความผิดผม" ถ้าผมไม่ดื้อกลับบ้าน หรือแค่แสดงให้เขาเห็นว่าผมต้องการเขาหนักแน่นกว่านั้นสักหน่อย พี่จียงอาจจะไม่จากไป

พี่จีซุนวางมือบนเข่าผม ส่ายศีรษะ

"ไม่ใช่ความผิดใครทั้งนั้น ทุกคนมีเหตุผลเฉพาะตัวในการเลือกที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป สำหรับจียง อาจฟังดูเหมือนคิดสั้น แต่ไม่เลย ความคิดคนไม่ต่างไปจากรากไม้ สิ่งที่ชูขึ้นมาเหนือพื้นดินอาจเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยว เมื่อดึงขึ้นจากพื้น สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างต่างหากที่จะเผยให้เห็นออกมา รากยาวเฟื้อยแผ่กระจายเป็นวงกว้าง ความคิดมนุษย์หยั่งลึกลงไปในโลกมืด จะมีก็แต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้เหตุผลที่แท้จริง ซึ่งก็อาจจะไม่รู้เลยกระทั่งถึงนาทีสุดท้าย*" เธอยกขาขึ้นไขว้กัน ดึงมือผมไปกุม "ไม่ใช่แค่จียง ...เราทุกคน"

เปล่าเลย โลกไม่ได้ซับซ้อน เพียงแค่มนุษย์ที่เปราะบางเกินไป

 

...เขาตัดสินใจไปตั้งแต่แรก เท้าข้างนึงแตะข้ามธรณีประตูไปแล้ว ไม่ใช่ความผิดใครทั้งนั้น

 

 

 

ฟ้าใกล้สว่าง

ผมนั่งแกว่งขาเล่นอยู่บนดาดฟ้า มองดูแดดแรกตกกระทบเมืองน้ำแข็งย่อส่วน ไกลออกไป หิมะแรกของวัน ขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน

 

"เสียงร้องไห้โหยหวนแทบจะขาดใจ มันชัดเจนในห้วงความคิด ตามหลอกหลอนผมมาตลอดจนทำให้ผมเดินทางมาที่นี่ ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงนั้นแล้วมันคืออะไร มีความหมายอะไรซ่อนอยู่?"

...ไม่ใช่จียงที่ร้องเรียกหานาย นายเองต่างหาก เสียงนั่นร้องแทนเพราะนายไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เสียงนั้นร้องไห้คร่ำครวญแทนความสูญเสียทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับนาย ซึงรี

ผมปิดเปลือกตา คำพูดนั้นยังสะท้อนก้องในหัวจนถึงบ่าย

 

‘ฉันไม่ได้ร้องเรียกหานาย ไม่ใช่เสียงของฉัน'

 

 

 

 

 

 

 -----------------------

 

 

 

วันที่สองในฮาร์บิน เกาะไท่หยาง 

 

ผมกดเปลี่ยนช่องกลับไปอ่านข้อความ โซล: สภาพอากาศ ท้องฟ้าโปร่งอากาศแจ่มใส  ข่าวต่อไป..แผ่นดินไหวในฮอนโนลูลู บลาๆๆๆ ข่าวต่อไป..เพนกวินจักรพรรดิ์ออกลูกแฝด บลาๆๆๆ อากาศดีทั้งอาทิตย์แบบนี้ออกจากบ้านมาปิคนิคกันเถอะครับ

เรื่องโจ๊กของช่องเคเบิลก่อนอาหารมื้อค่ำเหรอ?

 

 

 

 -----------------------

 

 

 

 

การประชุมปิดท้ายด้วยดินเนอร์มื้อใหญ่หรูระยับ ภัตตาคารซุกตัวอยู่ชั้นใต้ดินฝั่งตรงข้ามบาร์ที่ผมไปนั่งเมื่อคืนวาน พี่จีซุนแต่งตัวสวยเหมือนเคย (ชวนให้นึกถึงแม่ผมตอนสาวๆ) รองเท้าส้นแก้ววิบวับของเธอเปล่งประกายบาดตาหนุ่มๆ

‘ฉันรู้ว่าฟังดูโง่เง่าพิกล แต่ฉันก็ยังรักเธอ ต่อให้เหยียบฉันจนมิดจมดิน ฉันก็ยังรักเธอ...'

ผมนั่งจ้องก้านร่มปักบนชิ้นเลมอน ฟังบทสนทนาทำนองนี้ที่ค่อยๆเคลื่อนผ่านหูไป ตอนแรกพวกเขาจะละเลียดอาหารค่ำไปพร้อมบทวิเคราะห์ตลาดหุ้น เสียงมีดกับส้อมกระทบเครื่องเคราชามกระเบื้องดังกรุ๋งกริ๋ง เฉียดกรายเล็กน้อยเรื่อง ‘งานของครอบครัวคุณ' แต่ไม่ถึงกับลงลึกด้านรายละเอียดแล้วจึงค่อยวกมาเรื่องเมียเก่าเมื่อวิสกี้ทำตาเยิ้ม ตอนนั้นผมนั่งจิ้มสลัดเข้าปาก ปล่อยเวลาสามสิบนาทีจบลงที่รักเหี่ยวแห้งในวัยใกล้สี่สิบ คราวนี้สติสัมปชัญญะผมเริ่มแกว่งจริงๆแล้ว

"ซึงรีอา.. สามคูณสาม"

"กะ ..เก้า"

"เลขอะไรตามหลังเลขสิบสาม" ผมกระพริบตาปริบ หันควับไปตามกลิ่นน้ำหอม

"ฉิบฉอง" ผมอ้าปากรับรางวัล ‘น่ารักจัง' เสียงหวานนุ่มหัวเราะคิกข้างหูผมก่อนจะส่งสับปะรดเข้าปาก ผมตวัดลิ้นรอแต่ไม่ยักเจอสับปะรดแฮะ สับปะรดผมหายไปไหน  

 

ผมลืมตามอง เห็นเค้าหน้ารางๆของพี่จียงกำลังสูดหายใจลึก

ริมฝีปากสีแดงขยับแผ่วเบา ผมจำได้ เรียวปากนุ่ม... 'ฉันบอกแล้วว่าอย่าให้เค้าดื่มเยอะ'

จากนั้นเขาเบือนหน้ามาจ้องมองผมตอนที่เสียงพี่จีซุนดังแทรกขึ้นมา ‘มีปัญหาตรงไหน ซึงรีเมาแล้วน่ารักออก พูดตรงๆ ตอนเมาน่ารัก -เค้าน่ารักจะตายไป'

ขอบคุณฮะ ผมยิ้มให้พี่จีซุน แต่ดูเหมือนอีกคนจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ สังเกตุจากท่าทางที่เขายกปลายนิ้วเสยผม ...ท่ายักไหล่

พวกเขากำลังซุบซิบคุยอะไรกันเรื่องงานออกบู๊ท สถานที่จัดงาน 'คราวหน้าจะเป็นที่ไหนคะคุณควอน' ...ต้องถามความเห็นจีซุนแล้วล่ะ ...นายเป็นบอสของที่โน่นไม่ใช่รึ ...ทึ่มชิบ ...ใครเอาค็อกเทลเพิ่มมั่ง ...ซึงรีจ้องนายใหญ่แล้ว

ช่ายเลย ขนาดเป็นผีแล้วยังมาทำตัวเนียนกับคนอื่นได้หน้าตาเฉย

"วิญญาณพี่จียงหล่อกว่าตัวจริงอีกนะ ผมจะบอกให้"

บอกใครหว่า บรรดานูนาที่หัวเราะคิกคักรอบตัวผมหรือว่าบอกตัวเอง ผมผะอืดผะอม รู้สึกเหมือนได้ยินเสียง วี้ววว แล้วตัวก็ลอยขึ้นจากพื้น ถูกพลิกกลับไปกลับมาเหมือนกลับด้านเบอร์เกอร์

 

 

 

 

 

 -----------------------

 

 

 

 

 

ต้องใช้เวลาอีกอึดใจกว่าสมองผมจะประมวลผลได้ว่ากำลังจ้องมองภาพเคลื่อนของต้นไม้ใบโกร๋นผ่านปอยผมข้างใบหูพี่จียง เขาก้าวเท้าเดินไปเรื่อย สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า.. เดินๆๆๆๆ ราวกับไม่อยากพลาดช่วงเวลาแสนสุขแห่งการเดินย่ำหิมะกลางเมืองที่ส่องประกายสีส้มเจิดจ้าบาดตา

เมือง? หืม... เหมือนผมโดนชกเปรี้ยง

พี่จียงแบกผมไว้? เมือง? หิมะ?

 

ผมได้ยินเสียงพูดคุยของคนเดินผ่านกลืนไปกับเสียงเต้นของหัวใจ แล้วหัวใจผมก็กำลังเต้นคลอไปกับจังหวะการก้าวเท้า แรงกระแทกตุบๆจากแผ่นหลังพี่จียง ผมกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ละล่ำละลักถามด้วยเสียงแหบแห้ง

"พี่นั่งจ้องผมในห้องประชุม ใช่มั้ย?"  

พี่จียงชะงัก "อือ ใช่" เขาผงกหัว จังหวะการก้าวเท้าเริ่มช้าลง

 

ความมืดกลืนกินฉากหลังที่เป็นกองหิมะพูนสูง แต่ผมกลับได้ยินท่วงทำนองเพลงบรรเลงแผ่วเบา -เปียโนโซนาตา ปาฏิหาริย์คริสต์มาส หรือว่าผมจะฝันไปเอง

ผมซุกหน้าเข้ากับลำคอของเขา

"พี่จียง พี่เป็นผีหรือเป็นคน?"

"นายอยากให้ฉันเป็นอะไร ฉันก็จะเป็นแบบนั้น"

"นี่ ...เป็นคำขอโทษเหรอ? ถ้าผมขอให้พี่เป็นแม่ผม พี่จะเป็นรึเปล่า ทำไมพี่ถึงเพิ่งโผล่มาตอนนี้ ทำไมถึงทิ้งผมไปตั้งนาน ผม... ผมไม่รู้ว่าผมเป็นตัวอะไรแล้วผมฝันถึงพี่ทุกคืนฝันว่าพี่ยืนยิ้มอยู่ในคุกไม่เห็นจะสนใจเลยว่าผมเหนื่อยขนาดไหน ผมทำได้ดีแค่ไหนที่มหาลัยที่ทำงานผมพยายามไปเพื่ออะไรในเมื่อไม่มีใครสน ไม่มีใครรักผมเลยผู้หญิงทุกคนเกลียดผม จริงๆแล้วผมเป็นตัวอะไร หือ...ฮืออออ"

"หุบปาก ซึงรี รู้ตัวมั้ยว่าเมาแล้วพูดมากน่ารำคาญ"

"ไอ้บ้า! ปล่อย ผม จะเดิน"

"โผมจาเดิน"

 

"อย่ามาล้อเลียนผมนะ"

"อย่ามาล้อเลียนผมนะ"

 

"หยุดซักที" ผมทุบหลังเขาดังป้าป แต่พี่จียงหันมามองผมด้วยคำพูดกลั้วรอยยิ้ม

"นายรู้มั้ยตอนนี้เรากำลังอยู่ที่ไหน?"  

 

เสียงระฆังกับเครื่องดนตรีจากขบวนพาเหรดดังก้องในหัวผมอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่พอผมหันไปสบตาพี่จียงเข้า เสียงนั้นก็ดังสนั่นรอบตัวจนเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกอีกใบ อากาศบริสุทธิ์ลอยเรี่ยต่ำ แสงไฟสลัวหลากสีส่องลอดเมืองน้ำแข็ง.. ฮาร์บิน.. ทุกอย่างแจ่มชัดขึ้นในพริบตา

พี่ใช่มั้ยเป็นคนพาผมมาที่นี่

 

คำถามสุดแสนจะธรรมดาแต่เขากลับนิ่งคิด ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางๆ พึมพำคำพูดสองสามคำแทนคำตอบ เริงระบำให้สุดเหวี่ยง เขาเบือนหน้าแหงนมองท้องฟ้าราวกับต้องการจะบอกผมว่า ‘อย่ามามองฉันด้วยสายตาแบบนั้น'

คลื่นอบอุ่นไหวกระเพื่อมรุนแรงในดวงตาพี่จียง "เพราะฉะนั้นทำตัวดีๆ แล้วก็อย่าโวยวายไร้สาระ มารยาทพื้นฐานในการออกเดทน่ะเข้าใจรึเปล่า"

"หา? เดทอะไร แหวะ ผมไม่เดทกับพี่หรอก ไอ้คน ...ประสาท" ผมอ้อมแอ้มพูด แต่ดูเหมือนว่าสมองจะเดินเครื่องคิดไปถึงเรื่องอื่นเรียบร้อย สติผมหลุดกระจัดกระจายซะยิ่งกว่าเกล็ดหิมะเย็นเฉียบในอากาศ

"งั้นเหรอ กับสาวๆไม่เห็นนายพูดแบบนี้เลยนะ ...เดทอาราย แหว่ะ"

"รู้ได้ไง?"

ขนผมลุกซู่ ที่พูดคงไม่ได้หมายถึงเรื่องสาวๆพวกนั้นหรอกนะ

 

เขาปล่อยผมลงยืนข้างรถคาดิแลคสีดำ ทำหน้าเซ็งๆแล้วเริ่มอ้าปากเทศน์ในระยะประชิด

"ถ้างั้นก็ฟังไว้ให้ดี คนเราเวลาตกหลุมรักแล้วมักจะทำอะไรไปโดยไม่มีเหตุผล เราไม่รู้ว่าเรากำลังทำบ้าอะไรอยู่..."

พี่จียงเปิดประตู ผละใบหน้าออก ดึงเข็มขัดคาดทับตัวผมแล้วเดินอ้อมไปอีกด้าน

เสียงสตาร์ทรถดังกระหึ่มแหวกอากาศเย็นเยียบของคืนที่หิมะลงจัด แต่ประโยคถัดมาทำเอาผมอุ่นวาบไปจนถึงกระดูก เขาโน้มตัวมาใกล้ วางมือบนเบาะ "...แต่พอรักไปแล้วมันก็ถอนตัวไม่ขึ้น หยุดไม่ได้ ไม่อาจห้ามไม่ให้ทำเรื่องโง่ๆ...สายตาเราจะจับจ้อง ติดตามคนที่เรารักไปทุกหนทุกแห่ง นั่นแหละ เรียกว่าความรัก"   

 

 

 

คาดิแลคปีเจ็ดศูนย์เคลื่อนไปบนถนน

ผมย่นจมูกให้กับความเลี่ยนที่ทำหัวใจเต้นโครมคราม จนกระทั่งได้ยินประโยคนี้ ‘เมื่อไหร่ที่นายโตพอจะกล้านอนกับสาวๆได้แล้ว นายก็จะเข้าใจเอง' ผมหันควับไปประเคนกำปั้น ฟาดกระหน่ำลงบนไหล่พี่จียงจนรถเกือบไถลตกขอบถนน

เขาเหยียบเบรค 'ล้อเล่น!' ก่อนจะคว้ามือผมไปบีบ ปลายจมูกอยู่ชิดใบหน้าจนแทบรู้สึกถึงไออุ่นชื้น ลมหายใจพี่จียงขาดห้วง กระซิบแผ่วเบา  

"มารยาทในการเดทอีกข้อนะซึงรี ห้ามใช้กำลังทำร้ายคู่เดทของนายตอนที่เขากำลังขับรถ เพราะเราอาจจะตายดับไปเลยทั้งคู่"

ผมกลับมานั่งตัวตรงเพ่งจ้องมองหลังมือตัวเองทันทีที่ลำแขนทั้งสองข้างเป็นอิสระ

ไม่มีความจำเป็นที่จะบอกว่าตัวเองกำลังอายแล้วผมก็รู้สึกงี่เง่ามากๆด้วยที่อาย พี่จียงจัดเนคไทพลางเหลือบมองผมที่ลืมตัวยกมือลูบริมฝีปาก

เขาหัวเราะในลำคอ ดันตัวกลับไปหาพวงมาลัยก่อนจะแตะเท้าบนคันเร่ง

เครื่องยนต์ส่งเสียงครางดังกระหึ่ม

"เพราะฉะนั้น... จรรยาบรรณข้อที่สองว่าด้วยเรื่องของการออกเดท จำไว้ว่าห้ามตาย มีชีวิตรอดต่อไป*"

 

เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่ผมรู้สึกเป็นห่วงสวัสดิภาพชีวิตของตัวเองขึ้นมาตงิดๆ

 

 

 

 

 

 

 

-----End-----

 

 

 

 

 

 

 

T a l k

ตั้งชื่อตอนตามหนังสือ Dance, Dance, Dance ที่ทำเราจุกอก

(ยังคงวนเวียนอยู่กับหนังสือของคุณมูราคามิทั้งๆที่ปฏิญานไว้

ว่าพอกันที ปวดเฮด แต่ก็ทำม่ายได้) ชอบหลายๆประโยคแล้ว

ก็เลยแอบยกมันมาทั้งพารากราฟ(เล็กๆ(..จริงๆนะ))

ในดอกจันค่ะ*

 

Dance, Dance, Dance

Haruki Murakami  1998

...เริงระบำตราบดนตรียังบรรเลง คุณจำต้องเริงระบำอย่าได้

เสียเวลาครุ่นคิดหาเหตุผล เท้าหยุดเมื่อใดเราก็ชะงักท่านก็

ติดขัด ดังนั้นอย่าได้คิดจะโง่เง่่าสักแค่ไหนอย่าได้ใส่ใจ เรา

รู้ว่าท่านเหนื่อยทั้งเหนื่อยทั้งกลัวเกิดขึ้นได้ต่อทุกคน วาดเท้า

สุดเหวี่ยงอย่าได้ปล่อยปลายเท้าชะงัก ..ท่านจักต้องเริงระบำ

 

เริงระบำตราบดนตรียังบรรเลง

 

 

ดมซอกคอเหรอ.... ยื่นหน้าไปแล้วไม่พูดเนี่ยต้องการอะไร หา