Mad Land
posted on 21 May 2012 01:30 by p-iaazMad Land [70%]
Pairing- Nyongtory
Rate- PG
Length- one shot
Note- เดี๋ยวมาต่อเด้อ
‘อะไรนะ อภิเษก แต่งงานนะเหรอ?’ ซึงรีเหวี่ยงขาขึ้นคร่อมอานม้า
‘สักวันองค์หญิงก็ต้องเจอคู่ครองที่เหมาะ แล้วพระองค์ก็จะลืมข้า’ จียงกระโดดขึ้นตาม มือกุมบังเหียน
‘เราไม่ลืมเจ้าหรอก เราก็จะแต่งวันเดียวกับเจ้าไง แต่งพร้อมๆกันสองคู่เลย’ ซึงรีหันมายิ้มให้ฝ่ามือที่ขยี้ลงบนเส้นผมปรกหน้าผากของตัวเองด้วยความเอ็นดู ‘เราสัญญา’
‘ท่านทำตามสัญญาไม่ได้หรอก’ จียงหัวเราะ
‘ทำไมจะไม่ได้ เอางี้ หากเราแพ้ เรายอมเป็นลูกน้องเจ้าสามเดือนเลย’ ซึงรีท้า ‘แต่ถ้าเจ้าแพ้ อืม …’
‘ถ้าข้าแพ้ ถ้าเราได้แต่งงานวันเดียวกันจริงๆ ข้าจะยอมทำตามคำขอของท่านหนึ่งข้อ’
‘ตกลงนะ’ ซึงรียิ้มกว้างด้วยความดีใจ
‘ตกลงพะยะค่ะ’ จียงพยักหน้า
เด็กทั้งสองทำเครื่องหมายสัญญาใจไว้บนอก
.
.
.
.
ณ ดินแดนแมดแลนด์อันห่างไกลหลายโพ้นทะเล ฝูงแวมไพร์นักปฏิวัติได้หลีกเร้นภัยคุกคามจากแผ่นดินใหญ่เพื่อไปใช้ชีวิตสงบสุขเรียบง่าย โดยมีสัตย์สาบานต่อเทพดวงอาทิตย์ว่าจะยอมอยู่ใต้ปกครองของมนุษย์คนสุดท้ายที่สืบเชื้อสายกษัตริย์ยางกูลริยา นางคือองค์หญิงอีซึงฮยอน ใบหน้าหมดจด ริมฝีปากเล็กสีส้มฉ่ำหวาน ดวงตาโศกใสเป็นประกายมันขลับที่มักจะทอดพระเนตรมายังประชาชนของพระองค์ด้วยเมตตา ร่างกายบอบบาง ผิวขาวดั่งปุยเมฆถูกห่อหุ้มด้วยเครื่องแต่งกายชั้นดีที่สุดที่ราชเลขาจัดสรรมาให้ ทุกสิ่งที่นางปรารถนา เพียงยังไม่ทันสบตาก็มีทหารองครักษ์ยอมมอบกายถวายชีวิตเพื่อสนองราชโองการ แวมไพร์ทุกตนในดินแดนนี้หลงรักบูชานางสุดจิตสุดใจ เป็นรักที่เรียกได้ว่าไร้เงื่อนไข
กลิ่นเลือดมนุษย์ของนางหอมหวนยิ่งกว่าน้ำค้างกลางหาว จิตใจบริสุทธิ์อ่อนโยนก็ชวนให้เหล่าแวมไพร์กระหายเลือดสำนึกในความหยาบกระด้างของหมู่ตน เหนืออื่นใด ยังมีทหารราชองค์รักษ์ลำดับที่หนึ่ง ผู้คลุกคลีอารักขาองค์หญิงซึงรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ พวกเขาโตมาด้วยกันแทบจะเรียกว่าเป็นฝาแฝด คล้ายกันยิ่ง ตั้งแต่ความรู้สึกนึกคิดไปจนถึงวิธีแสดงอาการขบขัน ต่างกันนิดเดียวตรงที่ทหารหนุ่มผู้นั้นกำลังตกอยู่ในห้วงรักอย่างถอนใจออกไม่ไหว เมื่อยิ่งใกล้นางมากเท่าใด เขายิ่งต้องสะกดความอยากลิ้มชิมรสสตรีวัยแรกแย้ม เพียงกิเลสในใจก็ทำให้คนรักผู้สูงศักดิ์ต้องแปดเปื้อนแล้ว
เขากลัวตัวเองยิ่งกว่าที่นางจะกลัวเขี้ยวแหลมคมของเขาเสียอีก
“จียง ช่วยเราด้วย”
จียงหันหน้าไปทางบัลลังก์ มือเลื่อนกุมกระบอกปืนตามสัญชาติญาณ
องค์หญิงซึงรืยืนตัวแข็งทื่อ พิธีฉลองวันเกิดของนางยังดำเนินต่อ แตรประโคมโหมก้อง เครื่องเคาะให้จังหวะสดใสคล้ายระฆังแก้วจากสวรรค์ เหล่าแวมไพร์เยื้องย่างตามทำนองเพลง ผ้าคลุมบ้างสีเหลือง บ้างสีแดง อันเป็นสีประจำชาติต่างพากันโบกล้อเล่นลม
“องค์หญิงเรียกข้าทำไม เจ้าเห็นไหมแทยัง?” แต่แทยังไม่ตอบ เพื่อนซี้ของจียงเอาแต่ยิ้มเลื่อนลอย พึมพำว่าองค์หญิงช่างงดงามเหลือเกิน มนุษย์นี่น่าพิศวงนัก พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่บอบบาง แต่ก็ยังเปี่ยมไปด้วยความดีงาม
ไร้ประโยชน์ จียงคว้าแขนผู้มาใหม่
“ท่านเสนาท๊อป ท่านล่ะ เห็นองค์หญิงซึงรีเรียกข้ารึเปล่า” ท๊อปส่ายหน้า ยกจิบเลือดวัวอุ่นรสเลิศจากแก้ว จียงขมวดคิ้วหนัก นี่เขาตาฝาดไปเองหรือ “จริงสินะ องค์หญิงจะต้องการความช่วยเหลือจากใครทำไมในเมื่องานนี้เป็นของนาง ต้องการมะกอกดองหรือว่ากระดาษทิชชู สะกิดเรียกเรียกใครแถวนั้นเอาก็ได้”
นิ้วยกลูบคาง จียงเค้นสมองคิด
“หรือจากการยืนนานไปหน่อย ซึงรีจึงเกิดตะคริวกินขึ้นกะทันหัน นางต้องการให้ข้าไปช่วยนวด”
‘ช่วยเราด้วย’
เสียงแผ่วเบาขององค์หญิงซึงรีดังก้องอยู่ในตัวชายหนุ่ม เลือดแวมไพร์ในกายของเขาไหลไปหล่อเลี้ยงร่างกายสูงสง่าด้วยความรู้สึกอุ่นซ่านจนแทบทานทนไม่ไหว อีกครั้ง เหมือนกับคนอื่นๆที่เกิดหูอื้อ ตาพร่า มือไม้ชาเกร็งกับภาพอันงดงามขององค์หญิงผู้สมบูรณ์แบบตรงหน้า กระทั่งลืมวันเวลา ลืมภาระหน้าที่และสิ่งสามัญธรรมดาต่างๆที่โคจรอยู่รายล้อมรอบกาย สิ่งดาษดื่นเหล่านั้นไร้ความหมาย มีเพียงองค์หญิง องค์หญิงผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องของข้าเท่านั้นที่มีวาจาเป็นสัตย์จริง ทุกดำรัสของนางเป็นดั่งศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ควรค่าแก่การเคารพบูชา
สมองอันเลอะเลือนของจียงสะดุดกับการประมวลความงามฉ่ำหวาน(ยิ่งวันนี้ยิ่งหวานฉ่ำเป็นพิเศษ) ‘ช่วยเราด้วย’ ทำไมพระองค์ถึงตรัสด้วยสีหน้าทุกข์ร้อนเช่นนั้นเล่า? พวกราชเลขา เสนาบดีทั้งหลายพร่ำพูดอะไรใส่เครื่องขยายเสียง ซึงรีถึงได้ดูอึดอัดจวนจะร้องไห้ ที่สำคัญ ไม่มีใครฟังสิ่งที่นางพูดเลย
“พวกท่านมอบความรักประเภทไหนกันให้กับข้า ทำไมถึงไม่มีใครฟังข้าเลย” จียงควักปืนออกจากซองคาดเอว สายตาที่อ่อนล้าเพ่งอ่านปากซึงรี “ข้าไม่ต้องการรักไร้เงื่อนไขที่น่าอึดอัดเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว!”
จียงเซเพราะไหล่โดนกระแทกจากด้านหลัง รองเท้าหนังกระทบพื้นดังเอี๊ยดหนักๆ เขาลืมซึงรีไปชั่วขณะ
“พวกนางในบอกว่าพระองค์เป็นผู้ชาย”
ชายหนุ่มหันควับมามองแวมไพร์อ้วนเตี้ยกับดำผอมกำลังซุบซิบกัน ก่อนเบี่ยงตัวหลบผู้คน ตามทั้งคู่ไป
“ตลก ข้าไม่มีทางเชื่อ” ไอ้อ้วนทำท่ารังเกียจ ดึงก้านโหระพาออกจากปากแก้ว กระดกดื่มจนหมด หย่อนก้านกลับลงถ้วยเปล่า
“เจ้าเบาเสียงหน่อยได้มั้ย!” อีกตนตวาด แววตาลุกลี้ลุกลน ถึงตอนนั้นจียงหมดความอดทน
“ไอ้กบฏ พวกเจ้าอยากกินลูกปืนอัดกระเทียมรึไง!!”
ไม่พูดเปล่า กระสุนเงินพุ่งทะลุแก้วไวน์ในมือของแวมไพร์ตนนั้นจนแตกโพล่ะกลางอากาศ จียงหวังจะขยี้พวกมันที่บังอาจมาจาบจ้วงคนรักให้แหลกเละเป็นข้าวต้มค้างคืน แต่ชายหนุ่มก็ยั้งมือไว้ในวินาทีสุดท้าย เตรียมส่งกบฏทั้งสองให้ศาลดำเนินการตามครรลองคลองธรรม แม้จะรู้ว่าบ่อยครั้งศาลก็ชอบใช้วิธีโยนหัวก้อยในการตัดสินเพื่อความบันเทิงเริงใจส่วนตัว
“อย่างน้อยข้าก็ได้ทำตามหน้าที่” จียงยัดปืนกลับเข้าใต้เสื้อคลุม
“องครักษ์จียง” ชายร่างบึกในชุดคลุมสีแดงเคลื่อนกายอย่างรวดเร็วมาทางจียง ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไร นักโทษทั้งสองหลุดจากโซ่ตรวน ฝ่ามือแต่ละข้างที่ยังไม่ทันจะได้รับอิสรภาพ กลับเข้าไปอยู่ในการเกาะกุมของวุฒิสมาชิกขี้เมาท์นามแดซอง
“ท่านวุฒิแดซอง” จียงกอดอก เลิกคิ้ว “มันทั้งสองตนนี้สมควรได้รับโทษที่ปั้นเรื่องล่วงเกินองค์หญิง ส่งพวกมันให้ข้า ข้าจะนำพวกนี้ไปขังคุกใต้ดิน ทะ ท่าน! ท่านวุฒิ”
“ฮว่าาา เลือดดดดด” ทหารทุกตนพากันผงะเมื่อจู่ๆแดซองก็ก้มกัดคอเหยื่อแล้วออกแรงดูดเลือดจากนักโทษทั้งคู่ด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่ งานเลี้ยงชะงักสะดุด หลังความเงียบชนิดที่ได้ยินเสียงตบยุง คลื่นเฮโลแห่งความสะใจก็โหมกระหน่ำยิ่งกว่าเดิมจนจียงต้องยกมือปิดหู
‘จัดการมัน ไอ้กบฏสุดชั่ว’
‘ดูดเลือดจากมันอย่าให้เหลือ’
‘ใครใส่ร้ายองค์หญิงของเรา มันต้องตาย’
ฮว่าาาาา
“จียง มากับเรา” สัมผัสอ่อนนุ่มรัดรอบข้อมือของเขา เป็นซึงรีนั่นเองที่เอาเสื้อคลุมทหารมาสวมบังใบหน้า “….ชู่ว์”
“พระองค์มีเรื่องปิดบังหม่อมฉันหรือพะยะค่ะ?” จียงกระซิบกลับข้างใบหู เขาชันตัวลุกรวดเร็ว มือที่แข็งแรงกว่าสลับมาจับนิ้วทั้งห้าของซึงรีกุมไว้ข้างกายด้วยความทะนุถนอม
“ไปข้างนอกก่อน เราจะอธิบายให้เจ้าฟัง”
ทั้งคู่แทรกตัวเดินสวนฝูงชนที่พากันเข้าไปรุมทึ้งซากเหยื่อทั้งสอง เหล่าเสนาบดีถือโอกาสชุลมุนนั้นกล่าวปลุกใจและให้สติ “ที่อาณาจักรแมดแลนด์เป็นของแวมไพร์ทุกตนอย่างเรียบร้อยเท่าเทียม ก็เพราะแวมไพร์ทุกตนมีศรัทธาในความดีงามขององค์หญิง แล้วความดีงามนั้นก็จะกลับคืนสู่พวกเราและแผ่นดินเอง เท่านั้นก็เหลือเฟือแล้วจริงมั้ย ไหนใครบอกซิว่าไม่จริง”
‘จริงที่สุดเลย ใครไม่เห็นด้วยข้าจะสั่งสอนมันเอง’
‘ใช่แล้วว องค์หญิงของพวกเรามีจิตใจงดงามที่สุด’
“อาณาจักรของเราดีที่สุด มีเสื้อคลุมให้เลือกใส่ได้ถึงสองสี”
‘ใช่แล้ว สองสีก็เพียงพอแล้ว ข้ารักเสื้อคลุมของข้าที่สุด เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม’
‘เฮ’
------
อาจเพราะซึงรีเติบโตมาในดินแดนของแวมไพร์ด้วยมีจียงเป็นเพื่อนคู่หูตั้งแต่เล็กๆ ความหวาดกลัวในซอกมุมมืด หรือแววตาสีน้ำเงินเพลิงที่ชอบเพ่นพ่านกันไปมาตามแนวทางเดินยาวเหยียดของปราสาทหินจึงไม่อาจทำอะไรซึงรีได้ องค์หญิงซึงรีที่ใครๆเรียกจะรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่เห็นองครักษ์ผู้ไม่เคยทิ้งหน้าที่ไปไหนคนนี้ ยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ
“ก่อนหน้านี้ ท่านอยากให้ข้าช่วยอะไรท่านเหรอ” จียงใช้ผ้าเช็ดหน้าปัดฝุ่นบนม้าหินให้ซึงรีนั่ง เขายัดผ้าเนื้อเบากลับเข้ากระเป๋า คุกเข่าลงข้างซึงรีที่เผลอปล่อยใจล่องลอย นิ้วลูบแตะหยดน้ำบนกลีบกุหลาบสะท้อนแสงจันทร์นวลผ่อง
แววตาของจียงหลุบต่ำ
“ข้าขอจูบมือท่านได้มั้ย”
ซึงรีผงะ ปลายจมูกเป็นสีแดง “ไม่ใช่เวลานี้คนบ้า เรามีเรื่องสำคัญจะพูดกับเจ้า”
“เรื่องการเมืองภายในน่ะเหรอ? ข้าเกลียดพวกนักการเมืองพวกนั้นที่สุด” จียงนึกแล้วก็เผลอกำหมัด “หากพวกมันจะเอาชื่อท่านมาอ้างทำอะไรอีก จงบอกข้า ข้าจะซัดพวกนั้นให้กระจุย”
ซึงรีกำลังจะวางมือบนไหล่กว้าง แล้วก็เปลี่ยนใจเอามันมาวางซ้อนกันบนตักแทน
“จากเมื่อครู่ เห็นได้ชัดแล้วว่าทั้งเราและท่านไม่สามารถทำอะไรพวกนั้นได้แม่แต่แค่จะอ้าปากพูด เราได้แต่มองดูประชาชนโดนดูดเลือดจนหมดตัว ถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องตายใช่ไหมจียง? ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่”
จียงส่ายหน้า “ห้ามคิดแบบนั้น เจ้าคนที่โดนดูดเลือดก็เพราะมันคิดชั่วจึงต้องถูกลงโทษให้เป็นตัวอย่าง อาจจะดูโหดร้ายไปบ้าง แต่ท่านจะปล่อยให้ความเข้าใจผิดลอยหน้าอยู่โดยไม่มีใครทำอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ?”
“เจ้าเสนาพวกนั้นกีดกันไม่ให้เราช่วยเหลือใครได้เลย เพียงเพราะว่าเราเป็นมนุษย์” ซึงรีตัดพ้อ
“ที่เราเคารพท่าน ก็เพราะท่านเป็นถึง ‘มนุษย์’ ยังไงล่ะ และที่ต้องกีดกันก็เพื่อให้ประเทศของพระองค์สงบไงเล่า” จียงสวนกลับ
“ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่ต้องการ เราขอเป็นแวมไพร์อย่างพวกเจ้ายังดีกว่าหลอกตัวเองไปวันๆว่าประเทศของเรามีความสงบ ประชาชนไม่โดนนักการเมืองดูดเลือดจนตายโดยอ้างเรื่องความถูกต้องดีงาม ถูกต้องดีงามงั้นเหรอ พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะฟังเรา ไม่สนใจว่าเราคิดอะไร ต้องการอะไร พวกเขาแค่เห็นเราเป็นรูปปั้นที่เอาไว้ชื่นชมบูชา”
ซึงรีหันควับมาหาจียง “ท่านเองก็เหมือนกันจียง ท่านจะเสียใจหากรู้ว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่วาดไว้”
“เราโตมาด้วยกัน ทำไมข้าจะไม่รู้ว่าพระองค์เป็นคนยังไง” จียงตอบเรียบๆ
“เพราะเราโตมาด้วยกัน ท่านจึงวางใจเกินไป” ซึงรีขยับมือยุกยิกอยู่บนตัก น้ำเสียงร้อนรน
“พระองค์พูดเหมือนอยากตลบหลังข้าเต็มแก่ ทรงซ่อนด้านมืดไว้เหรอ หรือมีความลับอะไรที่คิดว่าข้าจะรับไม่ได้” จียงยิ้มรับทีเล่นทีจริง
องค์หญิงสะบัดกระโปรงลุกขึ้น
“เราหมดแรงเถียงกับท่านแล้ว ขอตัวไปนอนก่อน”
“ข้าไปส่ง”
จียงกำลังดึงหมวกขึ้นมาสวม พร้อมจะตามอารักขา แต่จู่ๆซึงรีก็หยุดเดิน หันหลังกลับ
“ท่านสงสัยมั้ยว่าทำไมเราถึงหายไปนานตอนต้องอาบน้ำแต่งตัว ทำไมเสื้อผ้าของเราต้องปิดมิดถึงคาง และอะไรต่างๆนาๆ เราเองก็เคยสงสัย จนได้รู้จากนางในเรื่องความไม่เหมือนของหญิงกับชาย”
“ได้โปรดองค์หญิง ท่านกำลังทำให้ข้ากลัว”
“เจ้าจะปิดหูปิดตาตัวเองไปถึงไหน จียง เจ้าต้องรู้สิว่าเรา ไม่ ชะ--- อู้ อิ๋ง” ปลายเสียงของซึงรีหายไปเพราะฝ่ามือของจียง
“ซึงรี เงียบเดี๋ยวนี้ ก่อนที่หม่อมฉันจะต้องล่วงเกินพระองค์ ได้โปรดพักเรื่องส่วนตัวไว้ก่อน เราจะได้มาแก้ปัญหาบ้านเมืองกันไงพะยะค่ะ” จียงปล้ำปิดปากซึงรีอยู่นาน เพราะอีกคนดันนึกฮึดเอาเรี่ยวแรงมหาศาลจากไหนไม่รู้มาขัดขืน
“ถ้าไม่เลิกดิ้น แล้วมีใครมาเห็นเราตอนนี้ หม่อมฉันจะโดนสั่งประหารเอานะ พระองค์อยากให้เพื่อนรักเดือดร้อนเหรอ”
จียงหอบ
“อื้อ ไอ้ อาย ไอ เอยย” คนในอ้อมแขนยังดิ้นไม่เลิก
“ซึงรี หยุดเถอะ ก็ได้ ข้ายอมท่านแล้ว ข้ารู้แล้วว่าท่านเป็นผู้ชาย ข้ารู้มาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ตอนนั้นวุฒิแดซองเป็นคนส่งข้าเข้ามาตีสนิทกับท่าน เขาต้องการให้ท่านมีผู้คุ้มครอง ข้ากำพร้า ข้าจึงไม่มีทางเลือกนอกจากทำตามคำสั่ง” ซึงรีดึงมือที่คลายออกของจียงไปพ้นใบหน้า จียงว่า “ไม่ว่าท่านจะเป็นอะไร หน้าที่ของท่านก็คือปกครองบ้านเมืองนี้ต่อไป ส่วนตัวท่าน ข้าจะเป็นคนคุ้มครองเอง ข้าจะไม่มีวันทำให้ท่านเจ็บปวด ไม่มีวันทิ้งท่านไปไหน เพราะต่อให้อยากแต่ใจของข้าก็คงทำไม่ได้ ฉะนั้น ได้โปรดอย่าพูดอะไรที่จะทำร้ายจิตใจข้าเลย”
“ท่าน….” ซึงรีเข่าอ่อน “เป็นคนของวุฒิแดซองเหรอ?”
จียงพูดอะไรไม่ออกเช่นกัน เขาทำได้เพียงพยักหน้า
--------
ณ ดินแดนอันยังคงและคิดว่าจะสามารถมีองค์หญิงหนึ่งเดียวคนนี้เป็นผู้ปกครอง ซึงรีถูกวางตัวให้เป็นเบี้ยบนกระดาน เดินเคียงคู่กับจียงในตำแหน่งรัชทายาท พระราชพิธีอภิเษกถูกประกาศออกไปเพียงวันเดียวก่อนที่ซึงรีจะร่างคำพูดสละราชบัลลังก์เสร็จ ตอนนี้ทั้งจียงและซึงรีกลายมาเป็นศัตรูกัน แต่ยังไงจียงก็ยังรักซึงรีมากจนไม่กล้าแตะต้องหรือทำอะไรให้อีกคนต้องบอบช้ำอยู่ดี ต่อให้ซึงรีจะเอางูหลามมาเลี้ยงเป็นเพื่อนบนเตียงหรือจะผูกหมาอัลเซเชียนขนมันแผล่บไว้กับประตูห้องบรรทมทุกบานเพื่อกันไม่ให้จียงเข้ามาใกล้เพิ่มขึ้นวันละสามตัว จียงก็ไม่เคยท้อแท้ที่จะไต่กำแพงหอคอยสูงเพื่อแอบมองซึงรีขณะหลับจากนอกหน้าต่าง
นางในที่เผลอปูดเรื่องความลับของซึงรีจนข่าวซุบซิบนินทาแพร่ไปทั่วถูกแดซองกับแทยังไล่ล่าแต่จียงช่วยไว้ได้ทัน นางในปลอดภัยอยู่ในกระท่อมร้างชายป่า แดซองไม่ยอมแพ้ ออกอุบายเอาเสื้อผ้าเปื้อนข้อความเลือด ‘หล่อนตายเพราะพระองค์ทรงปากมาก’ มาแขวนหลอกซึงรีในคืนพระจันทร์เต็มดวง ซึงรีช๊อคจนทรุดลงกับพื้น และความพยายามที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงต่อหน้าประชาชนค่อยๆหายไปเพราะความหวาดกลัว
“หากพวกท่านอยากเล่นเกมเถื่อนถ่อยกับเรา เราจะแสดงให้เห็นว่าความถ่อยที่แท้เป็นอย่างไร” องค์หญิงประกาศกับโต๊ะเครื่องแป้ง เงาในกระจกไม่สะท้อนสิ่งใดนอกจากอัลเซเชียนหกตัว งูตัวเขื่องที่เลื้อยอยู่บนไหล่บาง และข้อความ ‘หล่อนตายเพราะพระองค์ทรงปากมาก’ แกว่งพลิ้วไปตามสายลมเย็นกลางดึก
ซึงรีตั้งสมาคมลับ รวบรวมเหล่านางในกับทหารที่ยังภักดีในพระองค์เป็นแนวหน้าได้มากโข
“ที่พวกเสนาพูดนั้นถูกต้อง หากเราทำให้ใครเข้าใจเราไม่ได้ ก็จงทำให้เป็นศัตรูไปเสีย หาเหตุผลเข้าข้างฝ่ายตนเองให้ได้มากที่สุดก่อน แล้วอีกฝ่ายจะยอมจำนนต่อเหตุผลนั้นเอง” ซึงรีวางมือบนบ่าของทหารผู้หนึ่งก่อนจะตบเบาๆ “ด้วยวิธีนี้ พวกเราจะนำสันติที่แท้กลับสู่แมดแลนด์”
‘พะยะค่ะ ฝ่าบาท!’
“ดีมาก แต่ก่อนอื่นเราต้องหาวิธีพังงานอภิเษกในวันพรุ่งนี้ก่อน”
‘พะ พัง งานเลยเหรอเพคะ?’
--------
“หา พังงานเหรอ”
“ทรงตรัสว่าเกลียดองครักษ์จียงเข้ากระดูกดำ แม้แต่ด้านหลังก็ไม่อยากจะมอง” ท๊อปรายงานตามที่ได้ยินมา
จียงปลดชุดคลุมเปื้อนคราบเลือดและดินโคลนเหนียวเหนอะออก
หลายวันมานี้จียงยุ่งอยู่กับการตามล้างข่าวลือเรื่องต่างๆขององค์หญิงที่แพร่กระจายไปทั่วอาณาจักร ไม่ใช่แค่จียงคนเดียว ทหารมีฝีมือเกือบทั้งวังก็วุ่นกับการกระจายกำลังปราบจลาจลที่ผุดโผล่ขึ้นทั่วทุกหัวระแหงกระทั่งไม่เป็นอันทำอะไร ผู้ที่ดูจะเย็นอยู่ได้มีเพียงเหล่าเสนาธิการแก่ๆอย่างแดซองเป็นต้น วันนี้วันเดียวแดซองออกไปเก็บส่วยจากด่านที่ถูกทิ้งร้างกลับมาได้เป็นกอบเป็นกำ
จียงและเหล่าทหารบุกเข้าห้องแดซองไปพบเจ้าตัวกำลังนอนนับเงิน
“หนึ่งหมื่น สองหมื่น สองหมื่นห้า สามหมื่นล้าน อะ อ้าวจียง? มีไรเรอะ”
“ไม่มีอะไรนี่ ท่านพักผ่อนต่อเถอะ”
“ต้องมีสิ เจ้าโผล่เข้ามาหน้าตื่นขนาดนี้”
“แค่มาตรวจดูว่าท่านสบายดีมั้ย แต่ก็อย่างว่า คนแบบท่านคงอยู่ไปอีกหลายร้อยปี”
“แน่นอน มนุษย์อย่างองค์หญิงของเจ้าสิถึงจะเรียกว่าอายุสั้น นางตั้งใจจะก่อม๊อบมาแข่งกับข้า ฮ่าๆ ช่างน่าขัน กลับไปบอกนางเสียว่าอย่าพยายามใช้ลูกเล่นเพื่อถอนตัวจากตำแหน่งองค์หญิงเสียให้ยาก ไม่ว่าพวกนางจะดิ้นรนยังไง สุดท้ายแล้วนักการเมืองเช่นข้า ฮว่าาา” แดซองแยกเขี้ยว “ก็เป็นอมตะ”
--------
จียงเดินวนไปวนมาอยู่นานก็ยังไม่กล้าพอจะแอบเข้าไปตรวจดูความเรียบร้อยของซึงรี ซึงรีจะเข้านอนไปหรือยัง นางจะกระวนกระวายจนข่มตาหลับไม่หลงเหมือนข้ารึเปล่า
นางคงเกลียดชังข้ามาก
ข้ากระหายอยากพบหน้านาง มันร้อนรุ่มจนแทบทนไม่ไหว ได้โปรด อย่าพังงานแต่งงานนี้เลยนะองค์หญิง
จียงส่งกระแสจิตขึ้นไปถึงซึงรีบนหอคอย ตามด้วยหินเล็กๆสามสี่ก้อน แต่คนที่โผล่หน้าออกมากลับเป็นแทยัง
“องค์หญิงกำลังหลับ” แทยังป้องปาก
“ขอข้าเข้าไปบอกราตรีสวัสดิ์พระองค์หน่อย” จียงตะโกน
“นางบอกว่าไม่ได้” แทยังชะงักหน่อยนึง “เจ้ากลับไปเถอะ นางสั่งข้าห้ามเปิดหน้าต่างห้องบรรทมให้ใคร”
“แทยัง!”
เพื่อนซี้กำลังจะหายไปจากกรอบ แต่เดี๋ยวแทก็กลับยังๆผลุบๆโผล่ๆเข้ามาวุ่นวายอยู่แถวกลอน ที่ถูกคลายสลักออกจนหลวม “ข้าเปิดหน้าต่างห้องบรรทมให้เจ้าไม่ได้หรอกจียง”
แทยังจากไปจริงๆแล้ว พร้อมกับชูนิ้วโป้ง
“โอเค” จียงดึงฮูดขึ้นคลุมหัว จัดเสื้อผ้าที่เรียบตึงอยู่แล้วให้เข้าที่ ด้วยความว่องไวที่ถูกฝึกมาเพื่อการนี้ จียงขยับกริ้กไม่กี่จังหวะก็โหนตัวจากหน้าต่างที่ถูกสะเดาะกลอนเปิดเข้าไปยืนเหยียบปลายเท้าบนพรมขนหนา
จียงย่องไปในความมืดรอบเตียงสี่เสา ดวงตาสีน้ำตาลเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำเงินของก้นทะเลลึก มือเรียวควานหาชายมุ้งแต่ไม่พบ จียงกรีดมันออกด้วยปลายเล็บทั้งที่ไม่ตั้งใจ เขาเกร็งนิ้วบังคับให้ร่างกายกลับมาเป็นเหมือนมนุษย์แต่ก็เกินเยียวยา เขี้ยวคู่หน้าค่อยๆยืดยาวออกพร้อมๆกับประสาทรับกลิ่นของเขาที่กลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพ เมื่อต้นคอเนียนละมุนของซึงรีบิดพลิกมาทางจียง ดวงตาเล็กหยีของเจ้าของร่างใต้ผ้าห่มนุ่มลืมโพลงขึ้นก่อนจะเอ่ยออกมาแบบไร้เสียง
“จียง”
2bCon