Let me hear your heart II

EP23: Fiction Meets Fact 

 

 

 

 

อาวุธที่ร้ายกาจที่สุด น่าจะเป็นความปรารถนาใดๆก็ตามที่เราพึงมี เกิดเป็นจริงขึ้นมาพร้อมกันเสียเฉยๆ 

เมื่อนั้นมนุษย์จะไม่พึ่งพาเหตุผลในการดำรงอยู่ของผู้อื่นอีกแล้ว พวกเขาจะมีชีวิตโดยตนเอง 

และมีมันเพียงเพื่อตัวเอง  

 

แต่พูดก็พูดเถอะ ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าโลกแบบนั้นจะมีหน้าตาเป็นยังไง โลกแบบนั้น โลกที่ผมดีดนิ้วแค่เป้าะเดียว พี่จียงก็อาจจะตกหลุมรักผม แน่นอน มันไม่ทางไหนเลยที่จะเป็นไปได้ เข้าใจใช่มั้ยว่าผมหมายความว่ายังไง

 

ทีนั่น ที่นี่ หรือที่ไหน

ผมควรจะทำยังไงดีล่ะ ผมมันดันเป็นพวกเอาแต่ใจตัวเองซะด้วยสิ

 

 

 

----

 

 

 

ปลายฝนต้นหนาว เสียงธารน้ำไหลลงตามแนวท่อ คราบจักจั่น แมลงยักษ์เปลือกหนาเกาะอยู่ที่ลำต้นปริแตกสีน้ำตาลแก่ ต้นสนเหรอ? จียงกุมชายโครงหายใจแรง กาแฟร้อนจากกระติกถูกเสียบกลับเป้หลัง ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงจุดพักที่มีป้ายไม้ผุๆสลักอักษร ‘บ้านพักรับรองนายพล ม. ดักลาส’ ปัจจุบันเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเยี่ยมชม สถาปัตยกรรมโคโลเนียลกึ่งยุคคลาสสิค เฟอร์นิเจอร์ชุดเล็กขัดมันซุกตัวอยู่ใต้ชั้นฝุ่น

จียงติดต่อรับกุญแจจากคนดูแลบ้านพักที่ปลูกกระต๊อบอยู่ใกล้ๆ ราวทุ่มครึ่ง ชายแก่เอากาน้ำร้อนกับไข่กระทะมาแจกจ่าย หน้าของเขาเป็นสีแดงก่ำก่อนจะเดินโซซัดโซเซกลับไป

 

“ระวังร้อน” จียงแย่งของกินมาเป่า ก่อนจะยัดใส่มือที่กำช้อนเงอะๆงะๆของซึงรี “อร่อยมั้ย”

ร่างเล็กพยักหน้า

“ไม่เค็มไปนะ? ปกตินายชอบกินอะไร สมมติว่าฉันชอบไข่ข่าว นายล่ะ”

“ไข่แดง”

“กินเผ็ดรึเปล่า ดื่มเหล้าหรือว่าเบียร์ ไวน์ นายดูดบุหรี่มั้ย เออ ดีแล้ว ของแบบนั้นทำให้ปอดพังก่อนเวลาอันควร” จียงแกะซองดันฮิลล์ เสียบมุมปาก แต่พอเห็นสายตาของซึงรีเลยคายออก ขยี้ทิ้งกับพื้นด้วยใจร้าวรานเล็กๆ “ทุกทีเข้านอนกี่โมง แต่นายเป็นพวกตื่นเช้าอยู่แล้วนี่ เดาว่าคงนอนหัวค่ำ …ชอบดูมวยปล้ำมะ นายอยู่กับแม่สองคนนี่(มาถึงตอนนี้ ช่องท้องของจียงบีบรัดด้วยความเจ็บปวด) แม่นายคงไม่ดู แล้วพ่อนายล่ะ ตอนนี้เค้าอยู่ไหน ทำไร”

“พ่อผมเสียไปนานแล้ว ถามพอยัง ถ้าพี่ยังไม่เลิกถามอีก ผมจะอายแล้วนะ” ซึงรีวางถ้วยเปล่าลงบนตัก มือประคองไออุ่นหลงเหลือ

“อะไรนะ” จียงขึ้นเสียงสูง

“พี่น่ะเพี้ยนรึเปล่า อยู่ๆชวนผมมาเที่ยวเอาใจ ถามโน่นถามนี่ ตั้งใจจะทำให้ผมเขินอายใช่มั้ยฮะ”

“เขินอาย ศัพท์บ้าบออะไร นายเป็นเด็กโรงเรียนหญิงล้วนรึไง” ร่างสูงกระแทกช้อนลงกับโต๊ะไม้ คิ้วเปลี่ยนไปเลิกสูงเพราะซึงรีแบมือใส่หน้า

“เงิน ผมต้องการเงินเป็นค่าตอบแทนเรื่องจดหมาย”

“อ๋อ เรื่องจดหมายที่นายช่วยฉันเขียน”

“อือ จ่ายผมมาสามหมื่นวอน”

 

“พูดเรื่องเงินขึ้นมาทำไมเนี่ย” จียงส่ายหน้าพลางถอนหายใจ เขารู้สึกผิดหวังหน่อยๆที่ซึงรีไม่เรียก หอมแก้มหนึ่งทีหรือขอให้ ‘พี่เป็นแฟนผม’ แต่เฮ้ย จะมามัวเล่นเกมหนุ่มจีบสาวกับน้องตัวเอง แถมยังเป็นน้องชายด้วยแบบนี้ได้ยังไงในเมื่อสถานการณ์ตอนนี้มันถึงขั้นหน้าสิ่วหน้าขวาน หรือจะเรียกอะไรที่เข้าท่ากว่านี้ดี คำคล้องจองอะไรก็ได้ขอแค่นึกให้ออก แต่เขาก็นึกอะไรไม่ออกอยู่ดี อีกครั้งที่จียงรู้สึกอยากหายตัวไปจากโลกนี้ โลกที่ไม่มีแม่ ไม่มีครอบครัวแสนสุข โลกเพี้ยนๆที่เขาหลงรักน้องชายตัวเอง มีองค์กรที่คอยแอบแฝงบงการชีวิตมนุษย์สุดสงบเสงี่ยม โลกประหลาด ขาดอย่างเดียวคงเป็นแมวพูดได้

 

“หยุดเรื่องเล่นๆเอาไว้ก่อนได้มั้ย เอาล่ะ ฟังนะ มีบางอย่างที่ฉันอยากบอกนายมาเสมอแต่ไม่มีโอกาส”

“ผมก็มีเหมือนกัน” ซึงรีสูดหายใจ เอนหลังพิงผนังเตาผิงที่มีแต่เถ้าถ่าน “พี่พูดก่อนสิฮะ”

จียงยักไหล่

“จำนายคนนั้นได้ไหม ผู้ชายล่ำๆใส่แว่นที่เดินขึ้นเขามาเมื่อเช้า เขาเป็นพวกจากองค์กร แล้วตอนนี้เราก็ไม่ได้กำลังมาตั้งแคมป์เที่ยว ฉันขอโทษที่หลอกนาย” จียงเสมองไปทางอื่น เจอดวงตากลมใสของนกฮูกจากภาพสีน้ำมันบนผนัง มันถลึงตาจ้องมองเขา ไม่มีปาก “ฉันจะไม่บอกนายว่าเรากำลังจะตายห่ากันแน่แล้ว เรื่องที่เรากำลังเสี่ยงทำอยู่นี้มันไม่มีทางเป็นไปได้แต่ฉันก็ยังดึงดันอยากจะลองทำเพราะว่ามันสำคัญมาก ถ้าไม่มีเราช่วยเอาไว้ โลกก็จะถึงกาลอวสาน …เอาล่ะ ฉันจะไม่บอกนายแบบนั้น เพราะในความเป็นจริง ฉันเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราจะช่วยอะไรโลกใบนี้ได้ถ้าเกิดว่ามันจะแตกดับไปจริงๆ”

“โลกจะแตก? พี่พูดอะไรเนี่ย ผมงง แล้วคนจากองค์กรคนนั้นเค้าไม่มีชื่อเหรอ”

“งั้นเอาชื่อสมมติได้มั้ย”

“แดซองละกัน”

“แดซอง นายคนนั้นจากองค์กร เขาคอยช่วยฉัน ให้ข้อมูล บอกทางลัด อะไรประมานนั้น เพราะเขารู้ว่าอีกไม่นานโลกของเราจะถึงจุดจบ อาจจะไม่แตกโพล่ะเป็นลูกแตงโมโดนทุบ แต่หมายถึง มันจะค่อยๆพินาศลงทีละช้าๆจนกระทั่งไม่มีอะไรหลงเหลือ โลกจะกลายเป็นดาวเคราะห์รกร้างว่างเปล่า โคจรอยู่อย่างเดียวดายในห้วงอวกาศดำมืด” จียงได้ยินเสียงตัวเองกลืนน้ำลาย อากาศเย็นลงทุกที เขาวางมือจับข้อเท้าเล็ก ลากขาซึงรีเข้ามานั่งใกล้ๆกัน “ฉันเล่าไม่เก่งนะ แต่แค่นายฟังแล้วคิดตามก็พอ ทีนี้ นายไม่รู้ใช่มั้ยว่า ‘องค์กร’ มีหน้าที่อะไรนอกจากควบคุมดูแลความเรียบร้อยของประชาชน” ซึงรีเอียงคอสงสัย จียงว่าต่อ “พวกเขามีอำนาจ มีความชอบธรรมในการดูแลพิมพ์เขียว มันคือแบบแปลน รู้จักแบบแปลนรึเปล่า ผังเมือง แผนผังขององค์กร นั่นแหละ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่อยู่ร่วมกันเป็นระบบ สิ่งเหล่านั้นจะต้องการพิมพ์เขียว เพราะถ้าไม่มีแบบร่างพิมพ์เขียว เรื่องราวต่างๆจะเกิดขึ้นแล้วก็ดำเนินไปเองอย่างสะเปะสะปะไร้ทิศทางจนเกิดเป็นความเละเทะฉิบหายในที่สุด ‘องค์กร’ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการนี้ พวกเขาทำหน้าที่เป็น ‘อาวุธ’ ทรงประสิทธิภาพ คอยดูแลความเป็นไปของทุกๆชีวิตให้ถูกต้องตามพิมพ์เขียว ดูแล แฝงตัวควบคุม แทรกแซงในบางครั้ง ขึ้นอยู่กับระดับความจำเป็น”

 

ซึงรีคิดว่าหูของตัวเองเพี้ยนไปแล้ว สมองเขาจินตนาการไปถึงสถานที่เก็บพิมพ์เขียว อาจเป็นไหสีทองอร่ามบนอนุสาวรีย์ดำทะมึน

 

“พิมพ์เขียวสำหรับโลกมีอยู่หลายอัน ถูกแยกเก็บเอาไว้ตามที่ต่างๆจนกระทั่งวันหนึ่ง มันถูกรวบเข้าเป็นอันเดียว ฝังลึกลงไปใต้ดินหลายร้อยเมตร” จียงเว้นวรรคกระแอม “เราไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนพิมพ์เขียวนั่นขึ้นมา แดซองก็ไม่ยอมบอก เขาพูดแค่ว่าเขาเองก็ไม่มีอำนาจจะไปล่วงรู้ การดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับพิมพ์เขียวต่างหากคือหน้าที่ ในตัวของเราทุกคนก็มีพิมพ์เขียวอันเล็กๆอยู่อันนึง เป็นพิมพ์เขียวสำหรับมนุษย์”

“ดีเอ็นเอ” ซึงรีเปล่งเสียงแหบเบา นิ้วนวดขมับ

“เจ๋งมั้ยล่ะ” จียงยิ้ม ทั้งปวดร้าวขมขื่นใจปะปนกัน

 

“ผมมีหลายคำถามเลย”

“ว่ามา”

“โลกจะแตกได้ยังไงในเมื่อเราไม่มีสงคราม เทียบกับโลกใบเดิมที่บรรพบุรุษเราเคยอยู่ ผมว่าพวกเรามีชีวิตสุขสงบ เราไม่ได้แข่งขันอะไรกับใคร แล้วเหตุผลอะไรที่จะมีคนมาเกลียดเราถึงขั้นอยากทำร้าย”

 

“เราใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่มีโอกาสพลาดได้นี่” จียงเลื่อนถ้วยกาแฟเข้ามาใกล้ รินของเหลวข้นร้อนลงจนเต็ม ในกระท่อมอบอวลด้วยกลิ่นหอมอุ่น “แดซองบอกฉันไว้ ข้อเสียของพวกเราก็คือ เราไม่รู้ว่าเรามีข้อเสียอะไร ดังนั้นการมาถึงของโลกอีกใบแบบ-เต็มตัว-จะเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนที่ทำให้พวกเราหันมาเกลียดชังกันเอง ไม่มีใครทำร้ายเรา แต่เราจะเสื่อมถอยเพราะเราเริ่มมีความคิดที่จะทำร้ายกันเอง”

“การมาถึงของโลกอีกใบคือจุดเปลี่ยน?” ซึงรีย่นจมูก ห่อไหล่ “ฟังดูงี่เง่า”

“นั่นสินะ ฟังดูงี่เง่าแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าไอ้โลกอีกใบมันมีหน้าตายังไง …ถึงตอนนี้”

 

แปลว่าอีกไม่นานแล้วที่โลกสองใบจะมาบรรจบกัน พวกเขาเริ่มได้รับสัญญาณ โลกอีกใบพยายามจะทิ้งข้อความ ปล่อยคลื่นก่อกวน ต่อให้มีการสั่งอพยพลงใต้ดิน ดับไฟในบ้านพร้อมกันทั้งเมือง เลื่อนป่าทั้งผืนมาปิดบัง ทำยังไงก็ปิดหนีได้ไม่พ้นไปตลอด

“’โลกใบโน้นมี ‘องค์กร’ เหมือนกันรึเปล่า” จียงส่ายหัว “แต่ถึงยังไง‘องค์กร’ก็ต้องรู้ว่าจะรับมือกับโลกโน้นยังไงสิฮะ พวกเขาอยู่เหนือธรรมชาติซะขนาดนั้นแล้ว”

“เรื่องนี้ฉันไม่รู้”

“แล้วแดซองบอกอะไรพี่อีกบ้าง เอ้ะ เดี๋ยวก่อน” ซึงรีชะงัก “ทำไมเขาต้องมาบอกกับพี่คนเดียวด้วยล่ะฮะ”

“เพราะฉันเป็นคนที่บังเอิญไปเห็นวิธีการทำงานขององค์กร เพื่อให้เป็นไปตามพิมพ์เขียว พวกเขามีหน้าที่เข้าแทรกแซงทุกอย่างในชีวิตมนุษย์ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจเล็กๆน้อยๆอย่างการสั่งกาแฟ ไปจนถึงการเปลี่ยนความทรงจำ เคยได้ยินประโยค เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาวไหม? นั่นแหละ ทุกการตัดสินใจของมนุษย์คนนึงสามารถสร้างแรงกระเพื่อมไปยังผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงได้นับไม่ถ้วน เจ้าหน้าที่อย่างแดซองรับอาสาดูแลไม่ให้เกิดไอ้ผลลัพธ์คาดไม่ถึงที่ว่านี้” จียงจิบกาแฟพันธุ์พื้นถิ่นที่เลือกมาจากคาเฟ ไม่แน่ใจเท่าไหร่แล้วว่าเขาได้เลือกเองจริง หรือเป็นการแทรกแซงจากองค์กรรึเปล่า “เรียกง่ายๆ พวกเขากำหนดโชคชะตา …ฉัน ควอนจียง” นิ้วยาวจิ้มอกตัวเอง “ถูกกำหนดมาให้เป็นผู้ค้นพบพิมพ์เขียวแล้วทำลายมัน”

 

ซึงรีอึ้งไปราวสามวินาทีก่อนหัวเราะออกมาเสียงอ่อย

“แล้วไงอีก”

“ฉันจะตกหลุมรักนายหัวปักหัวปำ”

“โอว ใกล้ความจริงเข้ามาหน่อยแล้วฮะ”

“ไม่ตลกนะ ยังมีอีก คนอื่นๆในชีวิตเราจะค่อยๆหายสาบสูญไปทีละคน เพื่อนสนิท ยองเบ พ่อแม่นาย หมาแมว บ้านที่นายเคยอยู่ แต่นายจะได้อย่างอื่นมาทดแทน …พรสวรรค์ในการเป็นนักเขียน”

“เรากำลังพูดถึงพี่อยู่ แล้วทั้งหมดที่พี่เกริ่นมามันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับผมเลย อยู่ดีๆผมจะกลายไปเป็นนักเขียนไรนั่นได้ยังไง”

 

“ทั้งหมดที่พูดมามันเกี่ยวกับนาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเคี่ยวเข็ญขอให้นายพัฒนาฝีมือการเขียน ดึงเอาอะไรก็ตามที่ซ่อนอยู่ข้างในใจนายออกมา เพราะทุกอย่างนั้นมันเกี่ยวกับนายโดยตรง ถ้าไม่มีนายร่วมเดินขึ้นเขามากับฉัน เรื่องที่ว่าฉันจะค้นพบพิมพ์เขียวที่ซ่อนอยู่ก็ไม่มีทางเป็นจริงขึ้นมาได้”

“ตกลงนี่มันเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง ..เรื่องที่พี่เล่ามาเมื่อกี้ วีรกรรมกู้โลกของเราสองคน”

“เป็นคำทำนาย เป็นเรื่องหนึ่งในหลายล้านเรื่องที่ถูกบันทึกไว้ในพิมพ์เขียว”

“งั้นมันก็อาจจะ หรือ อาจไม่ เกิดขึ้นจริงก็ได้ใช่มั้ยฮะ”

 

“นั่นถูก อาจจะเป็นเรื่องจริงขึ้นมาหรือไม่ใช่ก็ได้ แต่มีเรื่องนึงที่เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ฉันกับนาย เราเป็นพี่น้องคนละพ่อกัน”

 

“ผมไม่อยากเป็นพี่น้องกับพี่”

“ฉันก็เหมือนกัน” ทั้งคู่เบือนหน้าออกไปยังลานหญ้าต้องแสงจันทร์ ต้นสนยืนทะมึนสงบนิ่งอยู่ในอากาศสีน้ำเงิน

 

“นายบอกว่ามีอะไรจะพูด”

“ไม่จำเป็นแล้ว” ซึงรีเอนตัวลงนอนบนถุงนอนหนาหนักแต่กลับเปลี่ยนใจลุกขึ้นนั่งตัวตรง “ผมอยากฟังเรื่องเล่าท่านลอร์ดเซอรา เจอโว ต่อ”

จียงเอาเล็บออกจากปาก คิ้วเลิกสูง “จะไม่ถามอะไรซักอย่าง…”

“ไม่ฮะ”

“จริงนะ ไม่อยากถามอะไรจริงๆเหรอ”

“ไม่ ผมอยากให้พี่เล่าเรื่องท่านลอร์ด”

“ดึกแล้ว นอนเถอะ”

“งั้นแปรงฟันให้ผมหน่อย”

 

“ก็ได้”

 

 

 

 

---

 

 

ซึงรีสาบานว่าได้ยินเสียงหมาป่ากับเงาแปลกๆพาดผ่านลำต้นสนในบรรยากาศสงบนิ่ง หมอกช่วยอำพรางความเคลื่อนไหวของสัตว์เล็กสี่เท้าที่ซุ่มเงียบกระจายอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้เตี้ยๆ พวกแมว ทั้งแมวจรจัดและแมวเลี้ยงที่ห้อยกระดิ่งรอบคอ พวกมันย่องเบาด้วยฝีเท้าที่มีเพียงแต่พวกมันเองเท่านั้นจะได้ยิน ไม่มีใครรู้ว่าแมวเยอะแยะขนาดนั้นจะมุ่งหน้าไปที่ไหน พวกมันเพียงแค่กำลังเดินทางไปยังจุดหมายเดียวกัน

ในเวลาเดียวกัน ร่างเล็กพลิกนอนตะแคงและยื่นนิ้วออกไปเขี่ยปอยผมที่ปรกแก้มจียงออก เขาหายใจแรง พยายามไม่หายใจดังขนาดนั้นแต่ก็ควบคุมร่างกายของตัวเองไม่ได้เลย

ถ้ามีใครสักคนให้ปรึกษาก็ดีสิ ซึงรีสับสนจริงๆจังๆเป็นครั้งแรกในรอบหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ตั้งแต่พี่จียงเข้ามาขอให้เขาเป็นนักเขียนนิยาย เริ่มมาทำให้เขาหวั่นไหวด้วยความเอาใจใส่เล็กๆน้อยๆ มาเติมเต็มความกล้า ทำให้เขาทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยคิดว่าจะทำได้ ทำให้เขาได้รู้จักความรัก เหมือนเนยที่ได้พบไวน์ขาวชาดอนเนย์ เหมือนในที่สุดอาหารทะเลได้จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ด นิยายรักแสนประทับใจในตอนจบ เจ้าหญิงได้มาพบเจ้าชายและครองคู่กันไปชั่วกัลปาวสาน

 

‘คนเรา เกิดมาตัวคนเดียว ตายไปก็ไปตัวคนเดียว นายหวังว่าจะให้ใครลอยลงจากฟ้ามาหานายงั้นเหรอ จะบอกให้ ฉันไม่เชื่อที่เพลโตพูดหรอก เรื่องพระเจ้าพรากอีกครึ่งของคนไป ทำให้พวกเราต้องหาใครซักคนมาเติมเต็มน่ะ ไร้สาระสิ้นดี’

จียงพูดพลางบีบยาสีฟันลงบนแปรง มือจับคางของซึงรีให้เชิดขึ้น

‘ฉันเคยมีความรักนะ เคยอกหักก็ตั้งหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ทำตัวไร้ค่า ประชดชีวิต แบบนั้นมันอีเดียท นายก็เหมือนกัน ห้ามฟูมฟายเสียใจ ห้ามทำตัวขี้แพ้เด็ดขาด ฉันจะเตือนนาย’ จียงเงียบไปพักหนึ่ง ’ในฐานะพี่ชาย’

‘ผมเสแสร้งไม่เป็น ถ้าผมกำลังเจ็บปวดพี่จะให้ผมหัวเราะงั้นเหรอ ถ้าผมรักใครซักคนแต่เค้าไม่รักเราตอบ พี่ยังจะให้ผมยิ้มหวาน พูดคุยกับเค้าได้เหมือนเดิมยังงั้นน่ะนะ’ ซึงรีว่า

จียงนิ่งคิด

‘ถ้าโลกนี้คือละคร ก็จะมีคนอยู่สองประเภท นายอยากเป็นคนประเภทไหนล่ะ นักแสดงหรือว่านักวิจารณ์  เป็นนักแสดง นายจะได้วาดลวดลาย ปล่อยฝีมือออกมาให้เวทีระเบิด หรือว่านายบอกว่าเสเสร้งแสดงออกไม่เป็น เพราะงั้นเลยเลือกจะเป็นแค่ไอ้จ๋อย นั่งเงียบๆรอให้โลกละครสัตว์นี่ดำเนินไป ส่วนตัวเองก็ทำได้แค่คอยจับตาติด่าคนอื่นอยู่ในที่มืดๆ’

‘งั้นอี้อ้อ เอ็นอ้วกเอ๋แอ้ง อั้นอิ’ งั้นพี่ก็เป็นพวกเสแสร้งงั้นสิ ซึงรีทำฟองขาวจากปากกระเด็นใส่หน้าจียง จียงดันแก้วน้ำใส่มือซึงรีให้ใช้บ้วนปาก ‘แล้วนักวิจารณ์ไม่ดีตรงไหน พวกเขาอาจจะปากร้ายแต่ก็มีฝีมือนะฮะ’

‘ไม่ได้ถามถูกผิด ฉันแค่ถาม-ว่านายอยากเป็นคนแบบไหน’ จียงส่ายหัว

‘ผมอยากเป็นแบบไหน’ ซึงรีทวนประโยคช้าๆ

‘ถ้าโลกนี้คือละคร’

 

จียงล้างแก้ว วางแปรงลงข้างๆแปรงอีกอัน

 

“ผมไม่ได้อยากเป็นแบบไหน ผมแค่อยากอยู่ข้างๆพี่” ซึงรีกระซิบเบาๆก่อนจะเอามือออกจากหน้าตอนหลับของจียง “แต่ถ้าเราไม่ได้อยู่ในโลกที่อนุญาตให้เราเป็นในสิ่งที่เราเป็น ที่พี่จะบอกผมก็คือ ให้ผมกล้าหาญไม่ยอมแพ้ใช่รึเปล่า” ซึงรีปิดเปลือกตาลง เลื่อนตัวเข้าไปใต้คางของจียง “ผมสัญญาฮะ ว่าผมจะไม่ยอมแพ้”

ซึงรีลืมตาเพราะแขนของของอีกคนยกโอบรอบหัว หมาป่าร้องโหยหวน ทำเอาขนลุก

“นิยายที่กำลังเขียน ทำไมนายถึงไม่เริ่มเรื่องด้วยตอนที่ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกล่ะ” เสียงของจียงดังงึมงำอยู่เหนือหัว ซึงรีหายใจแรงและทุกครั้งที่สูดลมเข้าปอดจะมีกลิ่นสบู่จากลำคอของจียงติดไปด้วย

“ยังไม่หลับเหรอ” ซึงรีถาม

“ยัง” จียงตอบ “ฉันนอนหลับตาเฉยๆ ว่าไง เรื่องนิยายน่ะ”

“ตะ แต่ ผมเขียนส่วนของนายพลดักกลาสอยู่ …เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง”

“เอามาแทรกกับเรื่องของสองพี่น้องก็พอ ให้เป็นส่วนรอง ฉันสนใจเรื่องของสองคนนั้นมากกว่า” สองคนนั้น.. จียงไม่ยอมใช้คำว่าฉันกับนาย มือของเขาลูบผมซึงรีไปมา

“ก็ไม่มีอะไรนี่ฮะ ทั้งคู่บังเอิญเจอกันแล้วก็พากันตะลอนไปเรื่อยเปื่อย ทำอะไรแหกกฎตามคำยุของ เอ่อ แดซอง ผู้มีที่มาลึกลับ”

“เพิ่มยองเบเข้าไปด้วย ให้เป็นเรื่องรักสามเศร้า”

“สามเศร้าได้ไงฮะ ผมกับพี่ยองเบชอบพี่จียง?” ซึงรีพยายามจะดันตัวออก แต่จียงไม่ยอมขยับ

“ยองเบกับฉันชอบนาย นายไม่รู้ว่าจะชอบใครแต่สุดท้ายก็เลือกฉัน”

“พี่ยองเบชอบผมเนี่ยนะ”

“ไม่รู้เหรอ มันไปชมรมวารสารแต่เช้าทุกวันเพราะอยากเจอนาย ปกติมันตื่นสายจะตาย” น้ำเสียงของจียงเปลี่ยนไป

“แล้วพี่ล่ะฮะ ให้เขียนถึงพี่ว่าชอบผมยังไง” ซึงรีนึกถึงความซี้ของพี่จียงกับพี่ยองเบ ทั้งคู่ตัวติดกันจนบางทีก็โดนล้อว่าเป็นแฟน

“ก็เขียนไปว่านายเป็นเอ๋อ หลอกง่าย น่าเอ็นดูน่าจับมากอดเล่น ส่วนฉันที่พอรู้ว่าคนที่ชอบเป็นน้องตัวเองก็เริ่มสับสนอย่างหนัก”

“ให้ผมเป็นเอ๋อ” ซึงรีช็อค

“นึกถึงความเป็นจริงสิ คนสติดีสองคนจะเอาข้ออ้างประเภทไหนมาใช้พากันทำเรื่องถลำลึกขนาดนั้นได้ เพราะอย่างนั้น พวกเขาถึงได้คอยช่วยเหลือแล้วก็รักกันมาก ยอมแลกชีวิต ยอมตายแทน ความรักมันมีอานุภาพขนาดนั้นเลยเหรอ ถ้าฉันสามารถรักใครซักคนขนาดนั้นได้ ฉันก็อยากจะรู้ซักครั้งว่ามันจะเป็นยังไง” ประโยคหลังๆ เหมือนจียงพูดกับตัวเอง “แล้วนายล่ะ นายจะยอมเป็นเอ๋อไหม ถ้าได้รักกับฉัน”

ใบไม้แห้งขยับกรอบแกรบอยู่ในลานสน จียงนึกถึงการเดินทางไกลของยองเบและหลายๆอย่าง วันคริสต์มาส วันเกิด งานเลี้ยงที่มีซึงรี งานเลี้ยงที่ไม่มีซึงรี ครอบครัวที่มีซึงรีและแม่ ครอบครัวที่มีไม่มีทั้งซึงรีและทั้งแม่ ก่อนหน้านี้เขายังอยู่มาได้ มาตอนนี้ทำไมใจมันไม่นิ่งเหมือนเก่า

“ใครจะไปยอมล่ะ” ซึงรีตอบ

“ไม่ต้องบอกฉัน อยากจะเขียนยังไงก็เขียน นั่นมันเป็นนิยายของนายแล้วนี่” จียงพูด “หน้าที่ฉันแค่เป็นที่ปรึกษาด้านพล๊อตเรื่อง”

“แล้วตอนจบของมันจะเป็นยังไงฮะ”

“ยังไม่มีตอนจบ แดซองบอกว่าเพราะพิมพ์เขียวหายไปเลยมองไม่เห็นว่าเราสองคน พอไปถึงห้องสมุดในฐานใต้ดินแล้วจะทำอะไรต่อ ตอนนี้องค์กรทำงานอยู่กับพิมพ์เขียวฉบับเก่าๆที่มีเนื้อหาไม่สมบูรณ์”

 

“ผมกับพี่ไปถึงห้องใต้ดินที่อยู่ลึกมากๆ แล้วก็ตัดฉึบหายไปเลย” ซึงรีสรุป คิ้วขมวดในความมืด “’อนาคตถูกเขียนไว้ถึงแค่นั้น… ที่เหลือ แดซองบอกว่าชะตาลิขิตมาให้พี่ค้นพบพิมพ์เขียวที่หายไป”

“ช่าย” จียงตอบ เสียงงัวเงียเต็มที

“หมายถึงว่าอนาคตของพวกเราทุกคนถูกเขียนอยู่ในพิมพ์เขียว ไม่ว่าจะฉบับไหน แต่ในเมื่อองค์กรทำงานอยู่กับฉบับที่ไม่สมบูรณ์ พวกเขาจะรู้ได้ไงว่าใครเป็นคนพบพิมพ์เขียวฉบับที่หายไป แล้วถ้าเกิดว่าเรื่องที่พี่ไปเจอแดซองล้างสมองแมวที่ศาลเจ้าไม่ได้เกิดจากองค์กรทำงานพลาด แต่เป็นความจงใจล่ะฮะ” ซึงรีส่งเสียงเจี้อยแจ้วรัวเป็นชุด “เหมือนเขาจงใจเลือกพวกเราเป็นเหยื่อ คนพวกนั้น องค์กร คนที่เขียนและรวบรวมพิมพ์เขียว ถ้าเกิดว่าเขาเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้จริง แสดงว่าเขาต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเราซักทาง อาจจะทางสายเลือด”

 

หมาป่าไม่ร้องแล้ว คราวนี้จียงได้ยินเสียงลมลอดผ่านรอยแยกบนผนังไม้เข้ามาบาดผิวเนื้อของตัวเอง

 

 

 

 

 

 

 

---2Bcon.---